สาระธรรม

ล้อมรั้วป้องกันภัยด้วยวิปัสสนา










ล้อมรั้วป้องกันภัยด้วยวิปัสสนา
 
     
เมื่อทวารทั้งหกคือประตูเปิดรับภัย ดังนั้นวิธีการแก้ไขคือ การล้อมรั้วป้องกันภัยให้กับประตูทุกด้าน  การล้อมรั้วให้กับทวารทั้งหกของมนุษย์มีเพียงหนึ่งวิธี นั่นคืออินทรีย์สังวร ซึ่งเป็นการฝึกจิตให้รับรู้เท่าทันทุกอารมณ์ที่เปรียบได้กับผู้รุกรานที่พร้อมเข้ามาก่อความทุกข์นั่นเอง
            “ การปฏิบัติอินทรีย์สังวรนั้นทำได้โดยระวัง  รักษา  เพื่อปิดกั้นไม่ให้โทษภัยบังเกิดขึ้นทางทวารทั้งหกหรืออินทรีย์ทั้งหก หลักจำเป็นในการประพฤติปฏิบัติคือ  มีสติกำหนดรู้เมื่อได้เห็น ได้ยินได้ฟัง ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัส และนึกคิด โดยวิธีคิดพิจารณากำหนดรู้ตามวิธีปฏิบัติวิปัสสนา  ถ้าเรามีสติกำหนดรู้อยู่เสมอๆ ก็เท่ากับปิดกั้นทำลายกิเลส คือ ความโลภ  ความโกรธ ความหลง ซึ่งเป็นภัยของใจ ทำให้ใจเป็นทุกข์ ใจเศร้าโศก  หม่นหมอง”
สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น อาจคิดว่าการกำหนดรู้ให้เท่าทันอารมณ์ปัจจุบันเป็นเรื่องยาก และเป็นเรื่องของผู้ที่ปฏิบัติมาจนชำนาญแล้วเท่านั้นจึงจะทำได้ ในประเด็นนี้คุณแม่สิริได้กล่าวชี้ทางให้แก่ผู้ที่สนใจเริ่มปฏิบัติว่าไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลังของมนุษย์ทุกคน และสามารถปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน
            “ มักจะมีปัญหาว่า  การกำหนดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งหกนั้น ใครจะไปกำหนดทัน เพราะฟังดูเป็นการยากลำบาก กลัวผิดด้วย ความจริงไม่ลำบากเลยนะคะ ขั้นแรกเราอาจผิดบ้าง ถูกบ้างเป็นธรรมดา
             “ เมื่อเราเพียรฝึกกำหนดทางตา ทางหู  ทางจมูก ทางลิ้น  ทางกาย ทางใจให้บ่อยมากขึ้น จะมีความสงบมาถึงใจ ต่อไปก็จะกำหนดที่ใจได้ดีขึ้น เช่น ใจรัก ใจโกรธ ใจโลภ ใจหลง
ขณะไหนคอยกำหนดรู้ดูใจ เฝ้าใจเอาไว้เสมอๆ จะชำนาญในการกำหนดไปเอง
            “ ชีวิตประจำวันของคนทั่วไปย่อมมีการกระทบกระทั่งกับอะไรต่อมิอะไรเสมอ เป็นเหตุให้เกิดกิเลสมากมายหลายเรื่อง เนื่องจากการไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหกไว้ ไม่คอยกำหนดสติไว้เสมอๆ ชาวบ้านผู้ครองเรือนซึ่งอยู่ท่ามกลางอารมณ์รัก อารมณ์ชัง โลภ โกรธ หลง ถ้าขาดสติคอยกำหนดรู้เสียแล้ว จะได้รับความกระทบกระเทือนใจและเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
            “ ฉะนั้นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานคือการกำหนดรู้ด้วยสติควบคุมใจไม่ให้หลง  จึงจำเป็นมากสำหรับเราชาวบ้านผู้ครองเรือนเปรียบเหมือนเราเดินอยู่ในทางลื่นมีโคลนมีตม ถ้าไม่มีสติระมัดระวังก็จะล้มจมโคลนลงได้ง่าย ๆ”
            สำหรับผู้ที่สงสัยลังเลว่า  การกำหนดรู้เท่าทันอารมณ์จะสามารถป้องกันความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์ได้อย่างไรนั้น คุณแม่สิริได้อธิบายว่า
            “ การกำหนดเปรียบเหมือนคอยดูแลระวังรักษาประตูบ้านของเราจะรู้ว่าใครเข้ามาทางไหน ไปทางไหน ใครจะมาดีหรือมาร้าย จะมีสติว่องไว รู้สึกอารมณ์ที่เกิดขึ้นและดับไปทั้งส่วนที่ยินดีและส่วนที่ยินร้าย รู้อารมณ์ที่เป็นอกุศลและกุศลได้เอง ความยึดถือว่าตัวเราของเราก็จะไม่เป็นอุปาทานยึดมั่นถือมั่นจนเกินไป จิตใจจะสงบจากนิวรณ์ต่างๆซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ
            “ เมื่อจิตใจสงบปราศจากนิวรณ์ขณะใด  ก็เปรียบเหมือนน้ำที่นิ่งใสสะอาด  เห็นรูปเห็นเงาชัดเจนว่าหน้าตารูปนามที่แท้จริงของเรานี้มีลักษณะอาการอย่างไร   เป็นสัจธรรม ความสว่างทางปัญญาจะมีขึ้นจะกระทำแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม เป็นบุญเป็นกุศล มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เกิดในจิต เป็นจิตกุศลบันทึกลงในรอยใจ เปรียบเป็นรั้วป้องกันภัย
            “ รั้วของเราจะมั่นคงยิ่งขึ้นถ้าได้ขยันหมั่นเพียรกำหนดรู้ทางวิปัสสนา ศัตรูร้ายคือจิตที่เป็นอกุศล ซึ่งจะมาชักชวนให้ทำบาปทำชั่วจิตก็จะไม่เห็นดีด้วย  จะไม่ยินดีที่จะทำด้วย ความสันติสุขผ่องใสก็จะเกิดขึ้นกับชีวิตจิตใจสืบต่อไปทุกวัน  ทุกคืน ทุกภพ ทุกชาติ ”