สาระธรรม

มีสติอย่างไรจึงจะเกิดปัญญา


            การมีสติเพื่อให้เกิดปัญญา ต้องมีสติและสัมปชัญญะ เพราะเป็นองค์ธรรมที่มีความต่อเนื่องกันและสัมพันธ์กัน ถ้ามีสติแต่ขาดสัมปชัญญะ จะละวางอารมณ์ภายในใจขณะนั้นไม่ได้ เช่น มีสติรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ดี แต่ยังอยากทำ อยากพูด  เพราะความเมามันในอารมณ์ด้วยความอยาก ความโลภ ไม่รู้จักพอ เหตุเพราะขาดความรู้สึกตัวหรือสัมปชัญญะนั่นเอง  หากเรามีสติและความรู้สึกตัวว่ามีความโลภ ความอยาก ความต้องการที่กำลังครอบงำใจเราในขณะนั้น  ความรู้สึกตัวนี้จะทำให้เราละวางอารมณ์และกิเลสที่ครอบงำใจเราในขณะนั้นได้โดยลำดับ  เปรียบเสมือนสติเป็นเครื่องกำกับจิต  แต่ความรู้สึกตัวเป็นสติภายในที่คอยกำกับใจ
            อีกนัยหนึ่ง ความอยาก ความต้องการ ความโลภ ไม่รู้จักพอและอารมณ์ต่างๆ ที่คุกรุ่นครอบงำใจเรามาเนิ่นนาน เกิดขึ้นเพราะเราขาดความรู้สึกตัวที่ดีและตั้งมั่น จึงเป็นเหตุให้ใจเราไม่สามารถอดทนต่ออารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบหรือยั่วยุได้ และนี่คือสมุทัย หรือต้นตอสาเหตุของความทุกข์ ความวุ่นวาย และการละเมิดศีลผิดธรรมอยู่เนื่องๆ เราต้องเริ่มแก้ไขด้วยการฝึกสติในระดับจิตสำนึกที่การกระทำ การพูด และการคิด ให้รู้จักกระทำ พูด และคิดด้วยความมีสติ จากเคยรีบร้อน วู่วาม ก็ต้องหัดใจเย็นๆ รู้จักสังเกตตัวเองและสิ่งต่างๆ รอบตัวเราต้องหัดทำอะไรด้วยความตั้งใจและความรับผิดชอบ
            เมื่อสติได้รับการฝึกฝนพัฒนาดีแล้วทั้งในระดับจิตสำนึก และจิตใต้สำนึก ก็จะเกิดสติในระดับจิตเหนือสำนึก ซึ่งทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า ญาณ หรือญาณทัสสนะ ไปจนถึงปัญญาญาณ การ เห็นด้วยสติในระดับจิตเหนือสำนึก ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบเมื่อกว่า2,600 ปีก่อน ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในปฐมพุทธภาษิตว่า
            เมื่อก่อนเรายังไม่พบญาณ เราแสวงหานายช่างผู้สร้างเรือน คือตัณหาผู้สร้างภพ  จึงได้ท่องเที่ยวไปในวัฏสงสาร เป็นอเนกชาติ ความเกิดทุกคราว  เป็นทุกข์ร่ำไป! นายช่างผู้สร้างเรือน บัดนี้ เราพบญาณแล้ว เจ้าจะมาสร้างเรือน (สร้างภพชาติ) ให้เราไม่ได้อีกแล้ว  ต่อไปซี่โครงทุกซี่(กิเลส) ของท่าน  เราหักเสียแล้ว  ยอดเรือน (อวิชชา) เราก็รื้อเสียแล้ว จิตของเราถึงซึ่งธรรมอันปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว เพราะเราได้บรรลุธรรมที่สิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว (นิพพาน) นี้คือตัวอย่างของการปล่อยวางสมมติบัญญัติต่างๆ ของโลกอันเป็นตัวบังคับปัญญาและความรู้แจ้ง
            ขออำนวยพรแก่ทุกท่านให้มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อย่างน้อยก็ปิดอบายให้ได้ในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเทอญ
                       
                 พระอธิการ ดร.ปรียงค์  เมธิโน (หลวงพ่อวิโมกข์)
           
            ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย  ในพระบรมราชูปถัมภ์