สาระธรรม

“ จิตใส ใจสุข เมื่อมีทุกข์ ”
      


            ต่อจากนี้ไปขอให้ญาติโยมตั้งใจฟังธรรมะ หัวข้อ “จิตใส ใจสุขเมื่อมีทุกข์” 
ปกติอาตมา มาเมืองไทยจะรีบกลับก่อนปีใหม่ เพราะว่าการเข้ากรรมฐานที่วัดอภัยคีรี จะเริ่มตอนปีใหม่ เราจะเข้ากรรมฐาน 3 เดือนเหมือนเข้าพรรษา คือช่วงพรรษาตามพระวินัย เป็นช่วงตามเวลาฤดูกาล แต่หน้าร้อนและหน้าแล้งที่สหรัฐอเมริกา เป็นเวลาที่ฝนไม่ตก เป็นเวลาคนที่โน้นจะพักร้อนกันแล้วอยากมาวัด 
            พวกเราก็มีพ่อแม่พี่น้องทุกคน  เรามีญาติทุกคน ไม่ญาติแท้แต่ก็เป็นญาติธรรม ญาติทางจิตใจ สิ่งที่เราควรจะให้ซึ่งกันและกัน คือคุณธรรม อย่างในเมืองไทยก็มีค่านิยมในการให้ในทางบริจาค จะเรียกว่าเป็นเอกลักษณ์ในสังคมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่แง่หนึ่งในการให้  เราก็ควรจะนึกถึงการให้ในสิ่งที่เป็นคุณธรรม  เราช่วยเหลือให้การเอื้อเฟื้อ หรือให้การแนะนำ หรือให้โอกาสที่จะสัมผัสสิ่งที่ดีงาม ก็เป็นการให้ จะเรียกว่า ธรรมทานก็ว่าได้ การให้ธรรมะเป็นทานมีวิธีการ มีโอกาสเยอะแยะมากมายที่น่าคิด ทำอย่างไรถึงจะอยู่อย่างให้ธรรมทานซึ่งกันและกัน คนทั่วๆไปคิดว่าต้องเป็นธรรมเทศนา หรือเป็นธรรมะที่อยู่ในคัมภีร์ แท้จริงอย่างที่หลวงพ่อชาท่านได้ตีความ ธรรมะคือความถูกต้อง เวลาเราอยู่ด้วยความถูกต้อง เราก็อยู่ด้วยธรรมะ เวลาเราให้ในสิ่งที่ถูกต้อง ก็เป็นการให้ธรรมะ ลักษณะการให้ในอีกแง่หนึ่ง คือการอยู่ด้วยศีลเป็นพื้นฐาน คือลักษณะให้ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่าเป็นการให้ที่ประเสริฐเพราะอะไร เพราะว่าผู้ใดที่อยู่ด้วยศีลเป็นพื้นฐาน มีศีลที่บริสุทธิ์ มีการกระทำที่อยู่ในศีล 5 หรือการกระทำที่ไม่สร้างความเดือนร้อนให้ใคร 
            ปกติมนุษย์เราอยู่ด้วยกัน มักมีความกลัว ความกังวล มีความรู้สึกว่าจะไว้ใจคนนี้ได้ไหม มีอะไรที่เขาจะเอาเปรียบเราไหม จะสร้างความเดือดร้อนให้เราหรือเปล่า ก็เป็นสิ่งที่ไม่คิดไม่นึก แต่ก็เป็นความรู้สึกที่สงสัย เวลาเราอยู่ด้วยกัน เขาไม่มีพื้นฐานของกระแสจิต เราก็มีความกลัว แต่ว่าเวลาที่เราเจอคนที่มีศีล ก็จะทำให้เรามั่นใจไม่กลัว ซึ่งเป็นการให้ที่มีอานิสงส์มาก มีความสำคัญมาก บางคนมีเงินมีทองมากมายแค่ไหน แต่ถ้าหากต้องอยู่ด้วยความกลัว ความระแวง ก็ไม่มีความสุขสบาย แต่หากอยู่ด้วยความรู้สึกไม่กลัว ไม่กังวลเรื่องอะไร ไปไหนก็รู้สึกสบาย ไปไหนเจอใครเหมือนเป็นมิตรซึ่งกันและกัน เรียกว่า เป็นสมบัติที่เลิศประเสริฐมาก
            ในการทำบุญไม่ใช่ไปวัด อาทิตย์ละครั้ง หรือเฉพาะวันพระไปทำบุญ เป็นเรื่องที่เราต้องทำทุกๆ วัน เราต้องเป็นผู้ทำบุญทำจิตใจให้สดใส รู้จักรักษาบุญของตนเองด้วย การทำจิตใจให้ระลึกถึงคุณงามความดี ความตั้งใจ บางทีตั้งใจที่จะปฏิบัติ ที่จริงหาคนตั้งใจจะปฏิบัติไม่ยากหรอก แต่หาคนที่ตั้งใจแล้วได้ไปปฏิบัติอันนี้ยากกว่า  มนุษย์เราเก่งกับความตั้งใจจะเป็นฆราวาสก็ดี เป็นบรรพชิตก็ดี เราก็ชอบตั้งใจกันอยู่เรื่อย แต่จะรักษาความตั้งใจทำอย่างสม่ำเสมออันนี้ยากหน่อย แต่ว่าสิ่งที่ต้องทำ เวลาเราตั้งใจทำความดี ตั้งใจแล้วก็พยายามที่จะรักษาความดีนั้นไว้ ให้สม่ำเสมอ ในการกระทำ เรามีประสบการณ์ในการฝึกหัดตัวเอง จิตใจก็จะมีความสม่ำเสมอมาก โลกธรรมเกิดขึ้นแต่ก็ไม่หวั่นไหว เวลาเราเอาธรรมะความถูกต้องเป็นเครื่องวัด ที่เป็นพื้นฐานชีวิตจิตใจอย่างนี้ ไปไหนทำอะไร มันก็มีความมั่นคง มีความสุข แต่เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการฝึกหัด อาศัยการกระทำเป็นสิ่งที่เราต้องลงมือฝึกลงมือกระทำ เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้น เป็น ปัจจัตตัง เกิดขึ้นเฉพาะตน เป็นลักษณะของธรรมของพระพุทธเจ้า คือเรารู้เฉพาะตน เวลาเรารู้เฉพาะตน มันเป็นสิ่งที่เราเองจะมีความมั่นใจมากขึ้น ถ้าคนอื่นเขาบอก เขากล่าวหรือยืนยันรับรองเท่าไหร่ บางทีเราสงสัยหรือเราเชื่อ อาจจะเป็นการเชื่อแบบงมงายอาศัยผู้อื่น แต่เวลาเรามีประสบการณ์ การทำตามผลเกิดขึ้นในชีวิตของตนเองเราก็รู้ รู้โดยตนเอง เราก็จะมีความมั่นใจ คนอื่นเขาแย่งไม่ได้  เขาเอาออกจากเราไม่ได้ เป็นของเรา  เวลาเราเกิดอะไรในจิตใจที่สดใส ใสสะอาดนั้นก็เป็นของเรา
            ด้วยประสบการณ์หรือด้วยธรรมชาติ ที่เรารู้เข้าใจในตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความมั่นใจ เรียกว่า มีความไม่กลัว ไม่กังวล ซึ่งเป็นคุณธรรมในจิตใจที่เราทุกคนควรที่จะให้ความสนใจ เพราะการอยู่ด้วยความไม่กลัว ไม่กังวล และทำให้คนอื่นอยู่ด้วยความไม่กลัวและไม่กังวลเช่นกัน  เราอยู่ด้วยศีลนั่นก็เป็นการให้ ดั่งที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า เป็นสิ่งที่เลิศประเสริฐ 

          อาตมาก็ให้ธรรมะเป็นเวลาพอสมควรขอยุติลงเพียงเท่านี้
                       

                        พระอาจารย์ปสันโน  ภิกขุ 

ถอดเทป จิตใส ใจสุข เมื่อมีทุกข์ วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2552
       ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์