สาระธรรม

ชั่วไม่มี ดีไม่จริง
     


         เวลาที่เรามองดูนาฬิกาสักเรือนหนึ่ง  การรับรู้ของเรามักจะไม่จบอยู่แค่ที่ว่า  สิ่งที่เห็นนั้นเป็นวัตถุชนิดหนึ่ง แต่นอกจากใจจะรับรู้ว่าเป็นนาฬิกาแล้ว  ใจยังพยายามไปรับรู้ด้วยว่าเป็นนาฬิกายี่ห้ออะไร มีวางขายที่ไหน จากนั้นก็พยายามถามไถ่ถึงราคาสุดท้ายก็เริ่มคิดที่จะหาซื้อมาเป็นของตัวเอง
         
         นี่คือกระบวนการรับรู้ผ่านทางสายตาที่มีการปรุงแต่ง  มีความยินดียินร้ายอยู่ในนั้น เพราะไม่รู้เท่าทัน ในขณะที่อายตนะภายในกับภายนอกเกี่ยวข้องกันแล้วรายงานผลมาสู่ใจ  ตอนรายงานใจ เราขาดการมองดูใจ เราจึงมองไม่เห็นความจริงของสิ่งนั้น แต่กลับไปเห็นแต่ความสวยงามของสีสัน เห็นความมันวาวของโลหะ เห็นคุณสมบัติที่แตกต่างจากนาฬิกาเรือนอื่น ๆ แถมยังเห็นไปจนถึงความสามารถในการป่าวประกาศฐานะทางสังคมให้คนอื่นได้รับรู้ด้วย
         
          คนเรามักไม่ค่อยมองสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริง เราจึงไม่ค่อยได้รู้ความจริงของสิ่งที่เห็น แต่กลับไปรับรู้ในสิ่งที่ไม่เคยเห็น ไปรับรู้ในสิ่งที่เราปรุงแต่งขึ้นเองแทน  ความชอบใจ ขัดใจ จึงตามมามิเคยหยุดหย่อน การที่เราทำให้นาฬิกาเป็นมากกว่าวัตถุชนิดหนึ่งนั้น ทางพระท่านเรียกว่า สมมติบัญญัติ คือ การที่มนุษย์กำหนด แต่งตั้ง หรือให้คุณค่าสิ่งต่าง ๆ กันขึ้นมาเองหากไม่ต้องการมองทุกอย่างให้เป็นสมมติบัญญัติ เราต้องใช้ความรู้สึกแท้ ๆ ที่ยังไม่มีอะไรเข้ามาเจือปน  ไม่มีภาษาใด ๆ ในโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง ความรู้สึกเช่นนั้นทางพระเรียกว่า ปรมัตถ์
         
          วิธีแยกแยะความแตกต่างง่าย ๆ ก็คือ หากเป็นบัญญัติ เมื่อนำคนต่างถิ่นมาเรียกสิ่งเดียวกันแล้ว แต่ละสิ่งจะมีชื่อเรียกไม่เหมือนกัน เช่น อาหารที่คนไทยเรียกว่า ปลาร้า คนลาว เรียกว่า ปลาแดก คนกัมพูชา เรียกปลาฮอบ ทั้ง ๆ ที่เป็นอาหารชนิดเดียวกัน   หากบังเอิญคนสามชาตินี้มากินข้าวรวมกัน มีอาหารถึงสามชาติ แต่ที่ไหนได้พอเปิดห่อข้าวออกมาดูแล้วกลับเป็นอาหารประเภทเดียวกัน  วัตถุชิ้นเดียวกัน สิ่งที่ทำให้เราร้องเรียกไม่ตรงกันก็คือภาษา  ภาษาเป็นสมมติบัญญัติ  แต่ตัวสภาวะความรู้สึกแท้ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการได้รับรู้วัตถุชิ้นนั้นคือ ปรมัตถ์
         
          เคยได้ยินว่ามนุษย์กับสัตว์เดรัจฉานสื่อสารกันได้หรือไม่ จริง ๆ แล้ว สัตว์โลกสามารถสื่อกันได้เพราะมีภาษาใจเป็นภาษาเดียวกัน เช่น มนุษย์รู้สึกขัดใจได้ สัตว์เดรัจฉานก็รู้สึกขัดใจได้เหมือนกัน ต่างกันก็ตรงที่เมื่อคนเรารู้สึกขัดใจแล้วจะเริ่มบ่น ส่วนสุนัขจะเห่าเสียงแข็ง จะเห็นได้ว่า แม้ว่ารูปแบบของการแสดงออกจะแตกต่างกันไป แต่สภาวะภายในก็ยังเหมือนกัน เป็นความขัดใจตัวเดียวกัน ความรู้สึกขัดใจจึงเป็นปรมัตถ์ ส่วนการ บ่น และ เห่า นั้นเป็นสมมติบัญญัติ
     
          เมื่อเราเข้าใจเรื่องของบัญญัติและปรมัตถ์แล้วเราจะพบว่าคนเรานั้น ไม่มีใครดี ไม่มีใครชั่ว เพราะแต่ละคนล้วนมีร่างกายที่ยาววา หนาคืบเหมือนกันหมด จะต่างกันก็ตรงสิ่งที่อยู่ข้างใน นั่นก็คือใจของเรานั่นเอง ใจของคนเราบางครั้งก็ดี บางครั้งก็เลวร้าย ถ้าใจดี ๆ ไปอยู่กับใครเขาก็เรียกคนคนนั้นว่าเป็นคนดี ส่วนใจไม่ดีไปอยู่กับคนไหน  เขาก็เรียกคนคนนั้นว่าเป็นคนไม่ดีแต่สิ่งที่ทำให้ดีหรือไม่ดีนั้นได้แก่สิ่งที่เกิดขึ้นในใจ  ถ้าสติปัญญาเกิดขึ้นที่ใจเขาก็เรียกว่าใจดี แต่ถ้ากิเลสเกิดขึ้นในใจก็เรียกว่าใจไม่ดี   สิ่งที่ปรุงแต่งในใจนี่เองที่เป็นต้นตอของความดีและความชั่วของมนุษย์เรา
                  
                                                       พระอาจารย์มานพ อุปสโม
                                   ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์