สาระธรรม

การให้



การให้ในทางพระพุทธศาสนา คือเรื่องของทาน มีอยู่ 3 อย่าง
      วัตถุทานหรือ อามิสทาน คือการให้วัตถุสิ่งของ หรือเงินเป็นทานที่เกิดผลดีต่อผู้รับ
      อภัยทาน คือการให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเรา ไม่จองเวร หรือพยาบาทกัน การให้อภัยทานนั้นยากที่สุดในทานทั้งหมด แต่ผลบุญมากที่สุดด้วย     
      ธรรมทาน คือ การสอนให้ธรรมะเป็นความรู้เป็นทาน คำว่า “ธรรม” ในที่นี้ หมายถึงความรู้ที่เขารู้ แล้วช่วยเขาจะพ้นทุกข์ได้ ซึ่งทำได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือเราให้ความรู้โดยตรงกับผู้รับ ทางอ้อม ก็คือ  เช่น เราไปฟังธรรม พิจารณาธรรม คือการให้ธรรมทานกับตัวเอง เพราะว่าเป็นการพัฒนาสติปัญญาไม่ให้เราไปทำสิ่งที่ผิด และก้าวไปสู่สิ่งที่ถูก
      กลับมาย้อนที่วัตถุทาน วัตถุทานเอาข้าวของ เอาปัจจัย เงินทอง อาหารเครื่องนุ่งห่ม ทั้งหลายไปให้กลับคนอื่น ถามว่า คนที่จะเอาไปให้กลับคนอื่นได้ ถ้ายังมีความโลภ ความตระหนี่ยังให้ได้ไหม  ไม่ได้ เรายังมีความโลภ ความตระหนี่อยู่ให้ไม่ได้ ต้องลดความโลภ ความตระหนี่  การให้วัตถุทาน เป้าหมายสำคัญต้องลดความตระหนี่ ลดความโลภในใจของเราในเบื้องต้น           
      ทานข้อที่สอง คืออภัยทาน มันคือ ปมที่อยู่ในใจของเราการแค้นเคืองอาฆาตพยาบาท เพราะคนที่อาฆาตพยาบาทมันขังอยู่ในใจของเรา นักปฏิบัติธรรมที่สนใจ เรื่องมรรค เรื่องผล ถ้ายังไม่ละเรื่องพยาบาทในใจอย่าหวังเลยจะได้มรรค ได้ผล เรื่องอภัยทานจึงเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าเราจะเตรียมความพร้อมเพื่อการปฏิบัติ เพื่อความก้าวหน้าในชีวิตเคลียให้หมด เคยแค้นเคืองใครไว้ยกให้เป็นอภัยทาน
      อันสุดท้ายคือธรรมทาน สูงสุดคือความเป็นพระอรหันต์ พ้นทุกข์ได้แท้จริง ฉะนั้นการให้ธรรมะเป็นทานเป็นธรรมอันสูงสุด เพราะไม่ต้องกลับมาทุกข์อีกเวียนว่ายตายเกิด เกิดบ่อย ๆ ทุกข์บ่อย ๆ พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญการเกิด ยุติการเกิดได้เป็นสุขอย่างยิ่ง แล้วเรื่องบุญกับทานเกี่ยวกันอย่างไร บุญเป็นชื่อของความสุข ความเจริญ ถามว่า ถ้าทำซี้ซั้วจะเกิดความสุขความเจริญได้ไหม ไม่ได้ มันต้องมีกุศล มีความฉลาดมีสติปัญญาที่จะเลือกทำบุญที่เหมาะสมที่สมควรด้วย บุญแปลว่าความสุขความเจริญ ทำบุญจึงหมายถึงทำให้เกิดความสุขความเจริญ ทานที่ไม่ได้หวังผล นั้นเป็นวัตถุทานคือการละความโลภ เกิดขึ้นก่อนการทำทาน
ขณะเดียวกันจะให้อภัยได้ก็ต้องละความโกรธ ความโลภ ความอาฆาตพยาบาทความแค้นชิงชังถึงจะให้อภัยได้ ขณะที่ท่านนั่งฟังธรรมอยู่นี้ ท่านกำลังละความหลง มันละไปขณะที่ฟัง        
      ฉะนั้นที่ทำบุญบอกว่าไม่ต้องหวังผล พูดผิดพูดใหม่ได้ ที่ไม่ได้หวังผล คือทาน  เพราะผลที่มุ่งหวังมันเกิดขึ้นก่อนในขณะที่ให้   ให้วัตถุทานลดโลก ให้อภัยทาน ลดโกรธ  มันต้องลดก่อนถึงจะให้ได้  ส่วนธรรมทานนั้น ลดความหลงโดยตรง ลดในขณะที่ฟังที่ให้อยู่นั้นให้แก่ตัวเราเอง ขณะที่นั่งฟังธรรม ทำบุญต้องหวังบุญ หวังความสุข ความเจริญ มันต้องฉลาดในการทำด้วย  นาบุญมันสำคัญ ทำบุญกับคนชั่ว กับคนดีมีศีล มันแตกต่างกัน เราต้องรู้ด้วยว่าทำบุญกับใคร บุญคือความสุขความเจริญถ้าสามารถทำความสุขความเจริญกับคนจำนวนมาก ความสุขความเจริญจำนวนมากก็จะย้อนกลับมาหาคุณ ให้ความทุกข์กลับคนจำนวนมาก ความทุกข์จำนวนมากก็กลับมาหาคุณ มันอยู่ที่ว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงมากหรือเปลี่ยนแปลงน้อย  ฉะนั้นให้ดีกว่าไม่ให้ เพราะอย่างน้อยก็ตัดความตระหนี่ในใจเรา การให้แตกต่างจากทาน เพราะทานเป็นภาษาบาลีมีกรอบชัดเจนว่าเป็นการให้วัตถุทาน อภัยทาน ให้ธรรมทาน การให้ที่เป็นภาษาบาลีนั้นมุ่งหมายการลดละกิเลส
       แต่ถ้าให้แบบภาษาไทย ให้ข้างนึ่งดึงข้างนึ่ง อันนี้คือการแลกเปลี่ยน การค้าขาย ข้างนึ่งก็จะให้ ข้างนึ่งก็จะเอา การให้อย่างการเกร็งกำไล ผล ย่อมเป็นการลงทุนการค้า ผลที่ย้อนกลับมามีตัวแปรคือเวลา ไม่ใช่ให้ปุ๊บย้อนกลับมา ต้องอาศัยเวลา รู้ว่าทำดีย่อมได้ดีแน่นอน ทำชั่วย่อมได้ชั่วแน่นอน เมื่อเราให้ควาสุขแก่เขา ความสุขย่อมกลับมาหาเรา แต่ตัวแปรคือช้าเร็ว คนฉลาดย่อมไม่รอผล คนฉลาดย่อมเอาเวลาไปใช้กับการให้ที่เพียงพอ ให้ความสุข ให้ความเจริญ ให้ความเมตตา ความปรารถนาดี
พระพุทธเจ้าสอนเรื่องพรมวิหารธรรม การให้ด้วยกรอบใจ 4 ประการ รักปรารถนาให้เกิดสุข กรุณาความสงสาร ปรารถนาให้พ้นทุกข์  มุทิตาเราเห็นใครทำดีเรารู้เขาต้องได้รับผลเป็นความสุขแน่นอน  ส่วนบางคนเห็นคนทำความดีหมั่นไส้ ริษยาแน่นอน  เพื่อไม่ให้มีหมั่นไส้และริษยาเราต้องเข้าใจกฎธรรมชาติว่าทำดีต้องได้ดี ได้ดีเพราะเขาเคยทำดี สุดท้ายคือทำใจเป็นกลาง
      อุเบกขา การวางเฉยคือฝ่ายใจ ทำใจเป็นกลางว่าสัตว์โลกเป็นไปตามกรรม แต่ต้องใช้เป็นกรณีสุดท้าย เพราะเมตตากรุณาต้องมาก่อน ถ้าเขามีความดีอย่าไปเพิกถอยความดีเขา ต้องมุทิตาพลอยยินดีกับเขา
      ทานการให้  ถ้าเป็นการให้ด้วยใจประกอบด้วยคุณธรรมทั้งสองประการ คือ พรมวิหารธรรม และสังคหวัตถุธรรม ทานนั้นเป็นทานที่บริสุทธิ์ เป็นทานซึ่งยังความเจริญทั้งกายและใจ แก่สังคมภายนอกทุกอย่างทุกประการ ก็เกิดขึ้นด้วยใจอันบริสุทธิ์ที่มีพื้นฐานพรมวิหารธรรม และสังคหวัตถุธรรม ผู้ให้ความรักย่อมได้ความรักตอบ ผู้ให้ข้าวให้น้ำเท่ากับให้ทั้งหมด เพราะว่านั้นคือการให้ชีวิต ฉะนั้นในเรื่องของการให้ การให้ซึ่งสูงสุด คือการให้แบบไม่มีประมาณ ระดับของการให้นั้นในทางพระพุทธศาสนาถือเป็นส่วนหนึ่งของทานบารมี  ให้ข้าวของเงินทอง ให้ปัจจัย 4 ให้อวัยวะเลือดเนื้อก็ให้ได้ หรือให้ขั้นสูงสุดก็คือแม้นแต่ชีวิตก็ให้ได้ เรียกว่า เป็นปรมัตถบารมี แต่ต้องมีพื้นฐานจากใจที่มีเมตตา ใจที่เห็นทุกคนเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย  พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าที่เกิดมาเจอกัน ล้วนเป็นญาติพี่น้องเราทั้งสิ้นไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง เราจึงควรมองโลกด้วยสายตาที่ปรารถนาดี ประกอบด้วยจิตเมตตาอยากให้ได้รับความสุข อยากให้เขาพ้นทุกข์ ตัวเราเองรักสุข เกลียดทุกข์เช่นไร คนอื่นก็รักสุข เกลียดทุกข์เช่นนั้น ไม่แตกต่างจากเราเช่นกัน   เราทำอะไรก็ให้นึกถึงใจเขาใจเรา  เอาใจเขามาใส่ใจเรา เอาใจเรามาใส่ใจเขา  
 
       ฉะนั้นให้ด้วยความปรารถนาดี ปรารถนาให้มีความสุข ปรารถนาให้พ้นทุกข์ คือจุดรวมกันของสรรพชีวิตทั้งหลาย ที่มีความเหมือนกันด้วยการรักสุข  เกลียดทุกข์ไม่แตกต่างกัน ให้ความสุขกับคนจำนวนมาก ความสุขจำนวนมากจะกลับมาหาเรา
                           
                              ถอดเทปการบรรยายธรรมะเรื่อง ‘การให้’
                                    พระอาจารย์ภาสกร ภูริวฑฺฒโน
                        ผู้อำนวยการธรรมสถาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
       
                   ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์