สาระธรรม

กำลังใจ
 


         ถ้าเราฝึกตนให้ไม่หวั่นไหวแบบนี้เราจะฝึกอย่างไร  และจะส่งผลดีอย่างไร
      อาตมา แนะนำได้ว่าควรมีการปูพื้นฐานของศีล สมาธิ ปัญญา ปูพื้นฐานของการมีที่พึ่ง คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันนี้เป็นคำสวดมนต์ที่เราได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งควรทำให้เกิดขึ้นในจิตใจของเราจริง ๆ ถ้าเรามั่นคง สิ่งนี้มันก็จะเกิเดขึ้นเอง เราได้เอาธรรมะมาใช้ในชีวิตของเรา คือ เราไม่แบ่งแยกว่าเวลานี้เป็นเวลาเข้าวัด เวลานี้ไม่เข้าวัด เวลานี้ปฏิบัติ เวลานี้ไม่ปฏิบัติ คือ เราก็ต้องมีความสม่ำเสมอ น้อมรับธรรมะเข้ามาสู่ในจิตใจของเราตลอดเวลา

    เวลาที่เราสวดมนต์เราจะระลึกถึงคุณของพระธรรม ข้อที่เรียกว่า โอปนยิโก (คุณของพระธรรมประการหนึ่งในคุณธรรม 6 หมายถึง ควรน้อมเข้ามา ผู้ปฏิบัติควรน้อมเข้ามาไว้ในใจของตน หรือน้อมใจเข้าไปให้ถึงด้วยการปฎิบัติให้เกิดขึ้นในใจ ) ก็น้อมเข้ามาใส่ตัวเรา การน้อมเข้ามาไม่ใช่แค่รับรู้เป็นข้อมูล มันเป็นสิ่งที่เราต้องคอยฝึก คอยปฎิบัติในชีวิต ทดลองว่าธรรมะมีคุณอย่างไรบ้าง มีโทษอย่างไรบ้าง การปฎิบัติไปแล้วทำให้กุศลธรรม หรืออกุศลธรรมเกิดขึ้นอย่างไร เพราะว่ามันสลับซับซ้อนกัน เราต้องอาศัยประสบการณ์และอาศัยการพิจารณาสังเกตดูด้วยตนเอง ต้องแยกแยะว่าอะไรดี อะไรไม่ดี

   การปฎิบัติของเราส่วนหนึ่งที่ต้องมี คือ กำลังใจ ถ้าหากว่าขาดกำลังใจในการปฎิบัติ มันก็ไม่อยากทำ สิ่งหนึ่งที่เสริมกำลังใจ คือ 
การมีกัลยาณมิตร การที่เรามารวมกันก็เพื่อหากัลยาณมิตร เช่น ครูบาอาจารย์ อุบาสก อุบาสิกาด้วยกัน ที่เป็นผู้สนใจในการรักษาศีลและในการเจริญตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อเราอยู่ด้วยกัน ก็เป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน คือเราไปหากัลยาณมิตร  เราเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของพระพุทธเจ้า  เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของครูบาอาจารย์ เมื่อท่านสั่งสอนเอาไว้ เราก็ควรปฎิบัติเพื่อเป็นตัวอย่างของผู้อื่น และเพื่อเป็นกัลยณมิตรของผู้อื่น นี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ปลูกจิตสำนึก เพื่อได้กำลังใจในการปฎิบัติ ครั้งหนึ่งอาตมาเคยฟังเทศน์ของหลวงพ่อชา ท่านพูดว่า เฉพาะในวัดป่าพงถ้าได้สักแค่ 5 รูปที่ปฎิบัติเข้มงวดกวดขันเอาจริงเอาจังวัดก็จะเจริญทั้งหมด คือมันจะเป็นกำลังของผู้อื่น จะเป็นกำลังใจ เป็นตัวอย่างที่จะปลูกจิตสำนึกให้ผู้อื่นในการปฎิบัติให้ต่อเนื่อง เราจึงต้องรู้จักความสำคัญของกัลยาณมิตร
  
    พระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ว่า ปัจจัยในการเกิดสัมมาทิฏฐิมีอยู่ 2 ประการ คือการได้กัลยาณมิตร เป็นปัจจัยภายนอก และโยนิโสมนสิการ คือ การใคร่ครวญพิจารณาในคลองธรรมหรือรู้จักคิดให้เป็นธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก เราอาศัยปัจจัยภายนอก คือมีกัลยาณมิตรจึงได้เกิดสัมมาทิฏฐิ อันนี้เป็นเป้าหมายของชาวพุทธ ตราบใดที่เรายังไม่ได้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ มันยังอันตราย อยู่ในวัฏฏสงสารอย่างอันตราย   ถ้าหากว่า ความเห็นที่ไม่ถูกกับธรรมเกิดขึ้นในตัวเรา เราก็จะยอมทำสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยแก่ตัวเอง ทำให้เกิดโทษ คือเราจะมองไม่ออกว่า อะไรคือกุศล อะไรคืออกุศล อะไรคือบุญ อะไรคือบาป เราต้องพยายามปลูกสัมมาทิฏฐิไว้ในใจเสมอ เพื่อที่จะได้เป็นผู้ที่อยู่อย่างปลอดภัย เพราะการอยู่ในวัฏฏสงสารไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าไว้วางใจ ไม่ใช่สิ่งที่ดีน่าตื่นเต้น มันมีพิษมีภัยในการเป็นมนุษย์ การมีชีวิตสามารถที่จะเกิดความทุกข์อยู่เสมอ

     ถ้าเราไม่มีสัมมาทิฏฐิมองเห็ํนความเป็นจริง ไม่รู้ว่าเราจะต้องพบสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบใจ มันก็แค่นี้แหละ เราต้องตั้งสัมมาทิฏฐิไว้ในใจให้ยอมรับว่าโลกมันก็เป็นอย่างนี้  เราต้องปลูกความรู้สึกอยู่เสมอ ให้มีความเห็นชอบ  แต่อย่างว่า..คนเรามันลืมง่าย ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ตรงไปตรงมา  เมื่อเราคิดอยู่ มันก็ใช่จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เมื่อคิดด้วยเหตุด้วยผล เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วน มันก็เป็นอย่างอื่นไม่ได้จริงของท่าน แต่ก็อีกสัก 30 วินาทีก็ลืมแล้ว

     กัลยาณมิตรเป็นผู้ที่เข้าใกล้แล้ว ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อเราเป็นผู้ที่น่าเคารพ น่านับถือ เป็นผู้ที่่แจกแจงธรรมะได้ เป็นผู้ที่่มีความอดทนต่อกระแสโลก ผู้ที่ขาดความอดทนต่อกระแสโลกจะเป็นกัลยาณมิตรของเรายาก ก็ต้องรู้จักเลือกดูเอา  ในฐานะที่เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เราควรพยายามเป็นกัลยาณมิตรของผู้อื่น หรือเราเองก็ต้องเป็นผู้สมควรที่จะได้รับความเคารพ  เคารพเพราะคุณธรรม ไม่ใช่เคารพเพราะตัวเองวิเศษอะไร ตัวเองเก่งอะไร  แต่เพราะได้ทำสิ่งที่ถูกต้องในทางธรรมไม่เกี่ยวกับตนเอง  ถ้าหากเราทำตามธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอด  รักษาระเบียบข้อวัตรที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ คือ เราทำตรงศีลธรรมเป็นผู้ปฏิบัติตรงต่อคุณงามความดี เขากราบคุณธรรม ไม่ได้กราบเพราะคนที่เราให้ความสำคัญ ให้ความสนใจให้ความเคารพต่อสิ่งที่ถูกต้องโดยธรรมะ  ที่เราเรียกว่าธรรมะ คือ สิ่งที่ถูกต้องเป็นการประพฤติก็ดี เป็นการพูดก็ดี เป็นการนึกคิดก็ดี ก็ให้มันถูกต้อง  อีกส่วนหนึ่งของกัลยาณมิตร คือ เราต้องอาศัยเพื่อนที่ปฏิบัติธรรมด้วยกัน เพื่อจะได้คอยฝึกหัด ให้กำลังใจ คอยเป็นตัวอย่างของเราอีกที

                           พระอาจารย์ปสันโน ภิกขุ 
  
       ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์