สาระธรรม

พ้นไปจาก " กาย ใจ" ถึง " นิพพาน "

             
           ในภาวะอย่างนี้  อายตนะ ยังทำงานได้ ตายังเห็นรูปได้แต่เพราะได้รู้จัก รูป รู้จัก กาย รู้จักอย่างแท้จริงแล้ว กายทั้งหลายไม่ได้สวยสดงดงาม กายทั้งหลาย ไม่ได้เป็นที่มาของความสุข
           แต่กลับเป็นกองแห่งความสกปรกเน่าเหม็น เป็นของที่ต้องเสื่อมสลายแตกตายไป กาย เป็นกองแห่งทุกข์ ฉะนั้น แม้อายตนะคือ ตา ยังเห็นอยู่ ยังสัมผัสรับรู้อยู่ หู ยังได้ยินเสียง จมูก ยังได้กลิ่น  ลิ้น ยังรู้รส  กายยังรู้สัมผัสร้อนหนาว แต่ใจก็ไม่เกาะติด ไม่แสวงหา ไม่ทะยานอยาก ไม่ยึดถือ เพราะรู้ชัดเจนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว  คุณค่าของกาย คุณค่าของวัตถุธาตุ คุณค่าของรูป เสียง กลิ่น รส  สัมผัส ที่เคยมีแก่ใจมาแต่เดิมนั้น ถูกความเป็นจริงที่ใจได้เห็นชัดเจนแล้วนั้น ลบล้างไปหมด จึงเหลือเพียงใจที่เป็นอิสระ แม้ว่าร่างกายและอายตนะยังมีอยู่ ก็ถูกใช้ไปตามครรลอง ตามธรรมชาติของมัน ไม่ได้มีความยึดถือเข้าไปเกาะเกี่ยว ไม่มีความทะยานอยากที่จะเข้าไปเพื่อเสวยผล หรืออารมณ์ใด ๆ อีก ความยึดถือใด ๆ ย่อมสลายหมดสิ้นไป
           
            สิ้นอาลัย ไร้อาวรณ์ ปลอดจากทุกข์   ในขณะที่ กาย  ที่ตนอาศัยอยู่ และ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหล่าอื่นทั้งหลาย ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาตินั้น เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ และจะต้องตายจากไป แต่ใจก็ไม่ดิ้นรนหรือกระวนกระวายเพราะรู้อยู่อย่างชัดเจนแล้วว่า นั่นเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ที่เคยหลงตั้งไว้ในใจนั้น  บัดนี้ได้ถูกลบล้างไปหมดแล้ว ความเสียดาย อาลัยอาวรณ์  ความเศร้าโศก พิลาปพิไล รำพันนั้น ไม่อาจเกิดขึ้นกับจิตใจดวงนั้นได้อีก เพราะเห็นอย่างเด่นชัดแล้วว่า กายก็ดี สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็ดี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทั้งหลายทั้งปวงก็ดี เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา เป็นของที่ใคร ๆ บังคับบัญชาไม่ได้ จะเอามาเป็นของ ๆ ตนก็ไม่ได้ และการที่ตนเองได้เคย เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดเหนี่ยวผูกพันนั้น ก็เห็นชัดว่า ตนเองก็ต้องได้รับ ทุกข์  รับโทษ  โดยไม่มีประโยชน์ตอบแทนเลย แม้แต่น้อยนิด 

           พ้นไปจาก กาย ใจถึง นิพพาน  เมื่อกายนี้หรือกายอื่น ต้องแตกสลายไป ใจไม่กระทบกระเทือน ใจเป็นอิสระ  เพราะใจถือว่า ภาระของการที่ต้องคอยมาดูแล การต้องมาประคับประคอง การต้องมาเลี้ยงดูร่างกายทั้งหลายนั้น  สำหรับใจดวงนี้แล้ว จบสิ้นกันที หมดสิ้นภาวะของการต้องมาเวียนวน เพื่อหาที่เกาะที่เกิดกันอีก การเกิดไม่มีอีกแล้วสำหรับจิตดวงนั้น จิตนั้นย่อมบรรลุถึงฝั่งอันเกษม คือ พระนิพพาน สภาวะการณ์ต่าง ๆ ในการหยุดวัฏสงสารของใจเป็นไปเช่นนี้

                                         พระอาจารย์ภาสกร ภูริวฑฺฒโน  (ภาวิไล)
           
                                            จากหนังสือ ปฏิจจสมุปบาท

                                ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์