สาระธรรม

หยุดใจให้ไร้อยาก


 
นมัตถุ รตนัตตยัสสะ ขอถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ขอความผาสุกความเจริญในธรรม จงมีแก่ญาติสัมมปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
 
     เรื่องการประพฤติปฏิบัติส่วนมาก  นักปฏิบัติก็มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง ว่า "ปฏิบัติแล้วไม่สงบ" เจริญกรรมฐานอยากให้จิตใจสงบ  บางครั้งบางคราวเคยได้รับความสงบ จิตใจได้รับความสงบก็อยากจะให้ความสงบนั้นเกิดขึ้นอีก  ทำกรรมฐานทีไรก็อยากจะสงบอย่างนั้นอีก พอมันไม่เป็นไปตามความปราถนาก็ยิ่งเกิดความวุ่นวายใจ เกิดความฟุ้งซ่าน เกิดความเบื่อหน่ายท้อถอยต่อการที่จะฝึกหัด ต่อการที่จะประพฤติปฏิบัติ  อยากสงบแล้วมันไม่ยอมสงบก็จะเกิดความเดือดดาลใจ เกิดความคับแค้นใจ เกิดความน้อยใจ  มันก็เป็นกิเลสอีกชนิดหนึ่ง ฉะนั้นต้นเหตุมันก็มาจากความอยาก ความอยากที่จะให้ได้อย่างนั้น จะให้ได้อย่างนี้  พระพุทธเจ้า จึงตรัสว่าธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ ถ้าจะดับก็ดับที่เหตุ  ความทุกข์ทั้งหลายมาจากเหตุให้เกิดทุกข์คือตัณหา  ต้องทำลายเหตุแห่งทุกข์คือ ตัณหาความทะยานอยาก อยากมีอยากเป็น 
   
    ตัณหามีสามอย่างคือ ความต้องการติดใจในกามคุณอารมณ์ อยากได้รูปสวยเสียงเพราะ  กลิ่นหอมรสอร่อยสัมผัสนุ่มนวลเป็น "กามตัณหา" อยากมีอยากเป็น อยากได้อย่างนั้นอยากได้อย่างนี้เป็น " ภวตัณหา"  สิ่งที่ไม่ชอบใจให้มันหมดไป ปฏิเสธผลักไสผลักดัน มันก็เป็น "วิภวตัณหา"เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ตัณหา  ฉะนั้นผู้ปฏิบัติต้องอ่านจิตใจตัวเองให้ออกว่าขณะนี้มีตัณหาไหม  มีความทะยานอยากไหม ถ้ามีก็ต้องแก้ไข ฝึกหัดการเจริญสติสัมปชัญญะให้มันหลุดรอดพ้นจากตัณหา เรียกว่าให้มันมีความปล่อยวาง
   
      จิตอุปมาเหมือนกับน้ำ น้ำในแม่น้ำลำคลองที่ตักขึ้นมาจะเห็นว่ามันขุ่นมมัว มันสกปรก ที่มันสกปรกนั้นไม่ใช่ตัวน้ำ มันสกปรกเพราะมันมีสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ เข้าไปผสมในน้ำต่างหาก ตัวน้ำจริง ๆ นั้นจะบริสุทธิ์เหมือนกับจิตเดิมที่มันบริสุทธิ์ จิตมันประภัสสรของมันอยู่ แต่มันมาเศร้าหมองขุ่นม้วเพราะมันมีกิเลสต่าง ๆ เข้ามา ฉะนั้นน้ำที่ตักขึ้นมา เอาขึ้นมาจากแม่น้ำลำคลองนี้  ถ้าเราสามารถกลั่นกรองเอาสิ่งปฏิกูลตะกอนต่าง ๆ ออกไปจากน้ำได้ น้ำก็จะคืนสภาพธรรมชาติของมันคือใสสะอาด  ความใสสะอาดบริสุทธิ์มันไม่ได้มาจากไหน มันก็อยู่ของมันอยู่อย่างนั้นแหละ
       
       
" ความสะอาดไม่ได้มาจากที่อื่น มันเพียงแต่เอาสิ่งสกปรกออกไปให้ได้เท่านั้น ความสะอาดก็ปรากฏ ฉันใดก็ดี จิตใจนี้ก็เหมือนกันมันมีความสะอาด มันมีความผ่องใสของมันอยู่แล้วโดยพื้นฐานของจิต แต่ว่ามันขุ่นมัวเศร้าหมองเพราะมันมีกิเลสต่างหากจรเข้ามาแปดเปื้อน ฉะนั้น กิเลสตัวหนึ่งก็คือตัณหาหรือโลภะ เพียงการปฏิบัติให้มันหยุดอยากได้ ระงับความอยากได้ ปฏิบัติฝึกหัดให้มันหลุดรอดจากความอยาก ให้เจริญสติสัมปชัญญะ ให้มันปลอดจากความอยาก ความผ่องใสของจิตก็จะเกิดขึ้น จะปราฏกขึ้นตามลำดับ ฉะนั้นผู้ปฏิบัติก็พิสูจน์ได้ "

         ถ้าจิตปลอดจากตัณหาความโปร่งใจก็จะเกิดขึ้น แต่พอตัณหาเข้ามาความขุ่นมัวของจิตก็เกิดขึ้น  ฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติบางครั้งเราอาจจะทดลองดูก็ได้ คือว่าเราจะปฏิบัติเน้นไปในแง่ไม่ให้มีความอยาก คือเราจะไม่มุ่งดูมุ่งจะเอาอะไร แต่จะมุ่งแค่ไม่อยากได้อะไร เราลองทำอย่างนี้ดูก็ได้ นั่งไปก็ทำใจแบบจะไม่เอาอะไรท่าเดียว จะวางเฉยจะปล่อยจะวางจะไม่เอาอะไรฝึกจิตไปอย่างนี้อย่างเดียว ปรับปรุงปรับผ่อน รักษาจิตบอกจิตตัวเอง ควบคุมรักษาจิตใจให้จิตมันไม่เอาอะไร จิตมันไม่เอาอะไร มันปล่อย มันวาง มันไม่เอาอะไร เราก็จะพบความเบาใจเกิดขึ้น ความสงบใจมันก็เกิดขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องไปแสวงหา ค้นหาอะไรที่ตรงไหน ขณะที่เราปฏิบัตินี่เรากลัวเราจะไม่ได้อะไร  ทำแล้วกลัวจะไม่ได้อะไร จึงพยายามจะให้ได้ด้วยความทะยานอยาก นั่นแหละมันคือไม่ได้อะไร  "ยิ่งอยากจะได้มันก็ไม่ได้เพราะสิ่งที่ควรได้คือความละวาง ความสละ ความปล่อย"

                             ที่ปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนานี้เป้าหมายก็คือ การสละได้ การปล่อยได้ การวางได้  ขอความสุข ความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกท่าน เทอญ

                                                      พระภาวนาเขมคุณ วิ. ( สุรศักดิ์ เขมรํสี )       
                                                                       
                                          ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์