สาระธรรม

กลับบ้านกัน


           จงปล่อยกายใจให้เป็นธรรมชาติไป สละคืนเขาเสีย กลับบ้านกันเถอะ บ้านที่จิตควรจะอยู่ก็คือแดนที่เขาไม่มีอะไรเลย สงสารจิตเขาบ้างเถิด พาเขาตากแดดตากฝนมาหลายภพหลายชาติแล้ว เพราะความหลงของเรานั่นเอง ซึ่งได้พาจิตให้ไปยึดติดกับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  อาตมา มาในฐานะลูกของพ่อ เพื่อมาชักชวนดวงจิตของท่านให้กับบ้านไปอยู่กับพ่อของเรา ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้า มาเป็นผู้ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องของพ่อ และมาบอกเล่าความรู้ความเห็นของพ่อว่าพ่อของเรารู้เห็นอะไร และพ่อของเราต้องการสื่ออะไร เพื่อจะได้กลับไปหาพ่อของเราได้ถูกต้อง พวกเราทั้งหลายถือได้ว่าเป็นชาวพุทธ เป็นบริวารของพระพุทธองค์เหมือนกันหมดทุกคนซึ่งปราถนามาเพื่อได้เจอพระพุทธองค์  แต่ว่าเพราะวิถีแห่งกรรม เราจึงไม่อาจได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ต่อหน้าพระพักตร์ แต่ก็โชคดีที่ยังมีผู้เอาธรรมพระพุทธองค์มาสืบทอดต่อไป ให้เราสามารถเข้าถึงพระพุทธองค์ได้

           เพราะก่อนที่พระองค์จะปรินิพพานนั้นพระองค์ทรงวางหลักธรรมไว้แล้ว ผู้ใดที่ปรารถนาจะเห็นพระตถาคตแล้ว  ขอให้ผู้นั้นนำธรรมและคำสอนไปปฎิบัติก็จะเห็นธรรมและเห็นพระตถาคต 
ต่อให้ผู้นั้นได้เกาะชายจีวรของพระองค์อยู่ ได้กอดขาของพระองค์อยู ก็ยังไม่ชื่อว่าอยู่ใกล้พระตถาคต  แต่หากผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคตและอยู่ใกล้พระตถาคต แม้ผู้นั้นจะอยู่ไกลจากพระองค์ก็ตาม เพราะเขาเหล่านั้นได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และพระธรรมที่พระองค์ทรงนำมาแสดงนั้น เป็นความจริงทั้งหมด พระองค์ไม่ได้หลอกลวง พระองค์เอาความจริงมาเผยให้พวกเราทั้งหลายเข้าถึงพระองค์ได้

            เพราะเราอยู่เหนือขันธ์ เราจึงอยู่เหนือสุขเหนือทุกข์
อยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ได้เราจึงมีความสบาย เพราะเราอยู่เหนือธรรมชาติของขันธ์ แต่ความสบายในที่นี้คือความอิสระไม่ใช่ความสุข เพราะเราไม่ได้ยึดในสุขและไม่ยึดในทุกข์แล้ว จะรู้สึกว่าเบาและสบาย เพราะเราไม่เกี่ยวข้องยึดติดกับสภาวะทั้งหลายทั้งปวง นี่คือการเจริญมรรค

                                  พระอาจารย์ชานนท์  ชยนนฺโท
                                 
                                    (จากหนังสือ พาจิตกลับบ้าน )

                       ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์