สาระธรรม

ขันธ์ 5



       ขณะที่ยังมีชีวิต คือมีขันธ์ 5 อยู่ เราต้องอยู่กับกองแห่งทุกข์ตลอด มีวิธีเดียวที่จะไม่ทุกข์ คือไม่มาเกิดอีก เมื่อไม่มาเกิดอีกก็ไม่มีขันธ์ ถ้าไม่มีขันธ์ก็ไม่มีทุกข์  เพราะทุกข์มีที่ขันธ์ไม่ใช่มีที่จิต แต่เหตุที่มาเกิดเพราะความหลง ได้แก่ อวิชชา คือความไม่รู้ความจริง ไปยึดขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวตน  จิตจึงเกาะติดขันธ์ 5 ทำให้พาเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น และก็มาทุกข์เพราะขันธ์ 5 อยู่ทุกชาติไป นี่คือเหตุให้เกิดทุกข์ เราต้องมาทำลายเหตุของการเกิด คือทำลายความยึดมั่นถือมั่นในกองขันธ์ 5 เสีย

       เราต้องแก้ที่ใจเรา ใจมันเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว แต่เราเอาของสกปรกไปให้มันเอง เอาสุขถมมันบ้าง  เอาทุกข์ไปถมมันบ้าง เอาความอยากไปถมมันบ้าง เอาความโลภ ความโกรธ ความหลงไปทับมัน จนมันดิ้นไม่ไหว ใจจึงมีความอึดอัด ถ้าด่าได้ มันคงด่าแล้วว่า ไอ้ตานี่มันหาเรื่องอะไรให้กูนักหนา หูก็หาเรื่องอะไรนักหนา หาเรื่องเดือดร้อนให้กับใจตลอด

      ทุกข์มันเหมือนเงาตามตัว วิ่งไปเท่าไรทุกข์ก็ตามไปทุกข์ก้าว หนีไม่พ้น วิ่งไขว่คว้าหาสุขก็เหมือนกับเราวิ่งไล่จับอากาศ อากาศที่เราวิ่งไล่จับ จับเท่าไรก็จับไม่ติด ถ้าหากว่าเราไม่วิ่งหนีทุกข์ที่เกิดขึ้นในตน และไม่วิ่งหาสุขที่ยังมาไม่ถึง เราพ้นทุกข์ได้ตรงนี้เลย ทุกอย่างเป็นสมมุติ เป็นสภาวธรรม เป็นก้อนธาตุทั้งหมดเลย รูปก็เป็นธาตุ เวทนาเป็นธาตุ สัญญา สังขาร วิญญาณ ธรรมทั้งหลายเป็นสภาวธาตุ สภาวธรรมทั้งหมดเลย ทุกอย่างเป็นก้อนธาตุหมดเลย เป็นเนื้อหนึ่งอันเดียว
           
     โลกทั้งโลกนี้เป็นก้อนธาตุก้อนเดียวกันหมดเลย  นี่ผู้เห็นธรรมต้องแจ้งในธรรมทั้งปวง สามแดนโลกธาตุนี้เป็นธาตุเนื้อเดียวกันหมดเลย ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขาอยู่ในสามโลกธาตุต้องเห็นแจ้งอย่างนี้ จึงชื่อว่าเห็นพระนิพพาน       

     การปฏิบัติก็คือเอาขันธ์5 ไปวางขันธ์ 5 ไม่มีอะไรไปวางมันได้นอกจากขันธ์ 5  เหมือนมีดพร้าก็ทำมาจากต้นไผ่ เราจะเอาไผ่ไปทำด้ามเราก็ต้อง ไปตัดกอไผ่ เอาขันธ์ 5 ไปตัดขันธ์ 5 เอาขันธ์ 5 ไปละขันธ์ 5 เมื่อละขันธ์ 5 แล้ว กอไผ่หมดแล้ว เราจะมาถือด้ามมีดไว้เพื่ออะไร ก็ต้องโยนทิ้งเสีย เมื่อเราละขันธ์ 5 ได้แล้ว ตัวขันธ์ 5 ที่เอาไปใช้ละขันธ์ 5 ก็ต้องวางตัวนี้ด้วย จึงจะปล่อยวางได้ทั้งหมด 
       
        เพราะเราไม่ยึดทั้งสุขและทุกข์
        มันจึงไม่มีสุข ไม่มีทุกข์อยู่ที่จิตเลย
        กลางวันไม่มีความหมาย กลางคืนไม่มีความหมาย
        สุขก็ไม่มีความหมาย ทุกข์ก็ไม่มีความหมาย
       เพราะไม่รู้จะหมายไปทำไม จะไปยึดอันใดก็ไม่ได้ 

        กลางวันก็ยึดไม่ได้ กลางคืนก็ยึดไม่ได้ สุขกับทุกข์ก็ยึดไม่ได้เช่นกัน
        มันจึงไม่มีสุขอยู่ที่จิต ไม่มีทุกข์อยู่ที่จิต
        ไม่มีกลางวันและกลางคืนอยู่ที่จิต จึงเรียกว่าไม่มีราตรีกาล
        จึงว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอยู่ตลอดเวลา
        เพราะจิตอยู่เหนือธรรมชาติทั้งปวง

        ไม่มีอะไรมาก รู้ว่าทุกอย่างเป็นสมมุติทั้งหมด ปัญญาก็ยังเป็นสมมุติ ธรรมทั้งหลายก็เป็นสมมุติ เป็นแผนที่เป็นแบบอย่าง  เป็นแนวทางให้เราได้เข้าไปรู้เฉย ๆ เป็นบันไดให้เราขึ้นบ้าน
เฉย ๆ สุดท้ายเราจะมาแบกบันได ยึดบันไดไว้ก็ไม่ได้ ต้องทิ้งบันได ตำราก็เช่นกัน เราจะแบกตำราไปไม่ได้ เพราะตำราก็เป็นแค่สิ่งที่เราไปเรียนรู้ เป็นสภาวะวัดระดับเฉย ๆ ว่าตรงนี้
เรียกว่าอะไร เหมือนแผนที่สำหรับให้เราเดินทางไป ต่างจังหวัด บอกทางไปตำบลนั้น หมู่บ้านนี้ ตั้งอยู่บนกิโลเมตรเท่านั้นเท่านี้ ถนนสายนั้นถนนสายนี้ ธรรมทั้งหลายที่เราเรียนรู้มาทั้งหมดจึงเป็นเหมือนแผนที่  เมื่อเราถึงจุดหมาย
ปลายทางแล้ว เราก็ต้องวางแผนที่

                พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท
          (เจ้าอาวาสวัดป่าเจริญธรรม จ.ชลบุรี)