สาระธรรม

อารมณ์ของเรา


 

    เรามักจะสร้างความหมายให้กับอารมณ์ของเรา
ไม่ได้ปล่อยให้มันเกิดขึ้นเฉยๆ แต่มีการปรุงแต่ง
สร้างเรื่องราวให้รู้สึกว่าอารมณ์นั้นเป็นจริงเป็นจัง
เวลาไม่พอใจคำพูดใคร แทนที่จะหยุดและเตือนสติตัวเองว่ากำลังไม่พอใจ
เรากลับคิดวนๆ อยู่กับคำพูดนั้น
ที่เขาพูดอย่างนี้มันหมายความว่าอะไร
เขากล้าพูดกับเราอย่างนั้นแสดงว่าเขาคิดอย่างไร
เขาไม่เคารพไม่ให้เกียรติเราเลย
เงื่อนไขต่างๆ ในชีวิตเป็นตัวกำหนดความหมายเหล่านี้
เราเกิดที่ไหน เติบโตมาอย่างไร
ได้รับการศึกษาแบบไหน ให้ความสำคัญกับอะไรในชีวิต
อารมณ์ทั้งหลายก็จะถูกปรุงแต่งและให้ความหมายไปตามเงื่อนไขเหล่านั้น
ทั้งๆ ที่จริงแล้ว อารมณ์ก็เป็นสักแต่ว่าอารมณ์
มันเกิดของมันเฉยๆ เป็นเหมือนปฏิกิริยาตามธรรมชาติของจิตใจ
แต่ถ้าปล่อยให้ใจปรุงแต่งไปกับความหมายที่เราสร้างขึ้นเอง
อารมณ์ก็จะมีอำนาจครอบงำจิตใจของเรา
แล้วเราก็จะหัวเราะ หรือไม่ก็ร้องไห้ไปกับมัน
 
    ความสุขความทุกข์ของคนเราไม่ได้อยู่ในอดีตหรืออนาคต
แต่อยู่ที่ความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ในขณะปัจจุบันนี้ต่างหาก
ถ้าเราคิดในทางสร้างสุข ปัจจุบันก็เป็นสุข
ถ้าเราคิดในทางสร้างทุกข์ ปัจจุบันก็เป็นทุกข์
พระอาจารย์ชยสาโรสอนว่า เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะอยู่ในปัจจุบัน
รู้เท่าทันความคิดของตัวเอง เราก็อยู่ในโลกของความเป็นจริง
คนที่เผลอให้ความคิดเรื่องอดีตหรืออนาคตมาครอบงำตัวเอง
แล้วเป็นสุขเป็นทุกข์ไปกับความคิดนั้น ถือว่าอยู่ในโลกของมายา
คนที่อยู่ในโลกมายาแล้วสำคัญผิดคิดว่าตนอยู่ในโลกที่เป็นจริง
ย่อมหลงอยู่ในความคิดนั้น เชื่อว่าทุกอย่างเป็นจริง
เหตุไฉนจะไม่เป็นทุกข์เพราะความหลงนั้น
หัวใจสำคัญคือ การฝึกสติสัมปชัญญะ
เห็นความคิดตามที่เป็นจริง
และรู้ตัวว่ากำลังคิดเรื่องที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์

     สติจะช่วยให้เห็นว่า ความคิดก็ไม่แน่นอน
มีขึ้นลง เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยแวดล้อม
เราจึงมองความคิดที่เกิดขึ้นด้วยใจเป็นกลาง
ปล่อยให้ความคิดนั้นดับไปโดยธรรมชาติ
ไม่เปิดช่องให้ใจคว้าจับเอาความทุกข์มาเป็นของตนเอง
ใจที่อยู่กับปัจจุบันจึงเอื้อต่อการเกิดความสุข
   
       พระภูวดล ปิยสีโล