สาระธรรม

ตายไม่มี
            ความยิ่งใหญ่ของชีวิตอยู่ที่ได้รับอิสรภาพตามลำดับ เป็นอิสระทั้งกายและใจตามที่พระพุทธองค์ตรัสสอนเรื่องวิมุติ ความหลุดพ้นแท้จริงแล้วก็คืออิสรภาพนั่นเอง เพราะหลุดพ้นจากบ่วงจึงเป็นอิสระแล้วอะไรคือบ่วงคล้องชีวิต ความเป็นจริงเราชรามาตั้งแต่เกิด ชรามาเยือนเราตั้งแต่อยู่ในท้องแม่แต่เราไม่คิดกันเท่านั้นเอง บั้นปลายของชีวิต เราเรียกว่าตาย “ตาย” ความจริงตายไม่มี ที่เราสมมติเรียกว่าตายนั้น เป็นเพียงธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ปรับความสมดุลเท่านั้นเอง
            มีเรื่องเล่าว่าเทพธิดาตนหนึ่งลงมาเกิดเป็นมนุษย์ในตระกูลดี มีสามี มีลูก มีทรัพย์สมบัติมาก ทำบุญทำทาน รักษาศีลเจริญสมาธิปัญญาในพระพุทธศาสนา ทำประโยชน์ให้แก่แผ่นดินมากเมื่ออายุได้ ๙๐กว่าก็สิ้นอายุ เธอไปเกิดเป็นเทพธิดาอีกครั้งหัวหน้าเทพเมื่อเห็นเธอจึงถามว่า เมื่อเช้านี้เธอหายไปไหน เธอก็เล่าให้ฟังว่า เธอไปเกิดในมนุษย์โลกมีครอบครัวแสวงหาสมบัติ เกลื่อนกล่นอยู่กับการมีการเป็น มีสามี มีลูก มีเกียรติ มียศมีเพื่อนฝูงมีบริวาร เลี้ยงลูกจนเติบโตมีหลานมีเหลนไม่น้อย และเธอก็มีอายุยืนถึง ๙๐ ปีด้วยอานิสงส์บุญเมื่อตายลงจึงมาเกิดที่นี่อีก เทพบุตรฟังแล้วถึงกับตะลึงว่า ชีวิต๙๐ ปีในโลกมนุษย์นั้นเป็นเพียงชั่วเวลาเช้าถึงเที่ยงของเทวโลกเท่านั้นหรือ
การเรียนรู้ชีวิต ต้องมองให้เห็นความจริงทั้งในภาพกว้างและมุมแคบ เพื่อคลายความยึดติดอันรุนแรง ที่ท่านเรียกว่า “อุปทาน” ตัวยึดติดนี่เอง คือจุดกำเนิดแห่งทุกข์ทั้งปวง ความตายไม่มี มีเพียงการปรับสภาพของธาตุขันธ์เมื่อปรับเปลี่ยนได้ที่ ซ่อมแซมจุดบกพร่องได้แล้วก็มารวมตัวกันใหม่เราก็สมมติว่า“เกิด”เมื่อเกิดแล้วก็โต แก่เฒ่าทรุดโทรมก็จำเป็นต้องซ่อม หากซ่อมไม่ไหวก็แยกส่วนเรียกว่า “ตาย” และก็วนเวียนกันอยู่เช่นนี้ เกิด-ตาย เกิด-ตาย เป็นวังวนแห่งสังสารวัฏชีวิตมีเท่านี้จริงๆ ความตายไม่มี มีแต่การปรับเปลี่ยนเพื่อความสมดุลของธรรมชาติเท่านั้นเราควรพิจารณาทุกเช้าหลังตื่นนอนก่อนออกจากบ้าน แม้ในที่ทำงานขณะที่ย่ำเท้าเปล่าลงบนยอดหญ้า ก่อนจะลงมือทำอะไรทั้งหมดในวันนั้น ให้พิจารณาความจริงตรงนี้ก่อน ให้รุ่งอรุณของแต่ละวันเป็นรุ่งอรุณที่สดใส เป็นรุ่งอรุณที่งดงามกับชีวิต การปรับเปลี่ยนชีวิตที่ดีที่สุดที่จะปรับความสมดุลของธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ คือธรรมชาติ เมื่อเข้าใจธรรมชาติก็จะเข้าใจสัจธรรม และการกล้าเผชิญความจริงของชีวิตเท่านั้นที่จะช่วยรักษาเยียวยาคราวที่ทุกข์สัมผัสใจ โอกาสตรงนี้ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันไม่ว่าจะอยู่ในภาวะหรือฐานะใด เพียงแต่ใครจะเริ่มต้นเรียนรู้ก่อนใครเท่านั้นเอง
          
  พระราชญาณกวี (ปิยโสภณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม กาญจนาภิเษก