สาระธรรม

จะทำอย่างไร เมื่อความตายมาถึง




นะมัตถุ  รัตนะตะยัสสะ ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย  ขอความผาสุก ความเจริญในธรรม จงมีแก่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
            ก่อนอื่น เพื่อให้จิตใจของเราเป็นกุศล ขอให้เราเจริญจิตอนุโมทนา ให้นึกถึงความดีที่ผู้อื่นได้ทำเพื่อให้ใจเราพลอยยินดีด้วย  หัวข้อที่จะพูดถึงในวันนี้คือ  “ จะทำอย่างไรเมื่อความตายมาถึง” หากเราตายดี คือขณะที่ตายจิตเราของเราไม่เศร้าหมอง เราก็จะไปเกิดในสุคติภูมิ  แต่ถ้าเราตายด้วยจิตที่เศร้าหมอง  อาลัยอาวรณ์ในภาวะของโลกมนุษย์  ไม่ยอมที่จะจากไป  จิตเกิดความกังวลจิตจะเศร้าหมอง เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติย่อมเป็นที่หวังก็จะไปเกิดในอบายภูมิ
           
                    “ สติปัฏฐานคือที่พึ่ง” ขณะที่จะตายเราต้องรักษาจิตไม่ให้เศร้าหมอง  หากเราเจริญกรรมฐาน  เจริญสติปัฏฐานเป็น อันนี้แหละที่จะเป็นที่พึ่งให้เรา  เพราะบุญกุศลอื่นเราก็นึกได้บ้าง ไม่ได้บ้าง  นึกได้ยากถึงจะเคยทำบุญให้ทานไว้อย่างไร ทำความดีไว้อย่างไร ตอนนั้นก็จะนึกไม่ออก ตอนยังไม่ตายก็ลืมไปแล้ว  แต่หากเราหมั่นฝึกเจริญสติก็จะไม่ต้องนึก การเจริญสติปัฏฐานเป็นการระลึกรู้  รู้สภาวะกายใจ จึงไม่ต้องนึก หากจะใช้สัญญาก็ต้องพยายามนึก นึกถึงบุญ  นึกถึงทาน นึกถึงความดีที่เราทำหากถึงตอนนั้นมีใครมาช่วยนึกให้คงจะดี ก็คงพอจะนึกออก  หากอยู่ตามลำพังคงจะนึกยาก แต่หากเราเจริญสติ ก็จะไม่ต้องนึก ใช้ระลึกรู้
           
                    “ นึก ต่างกับ ระลึก”  การนึก กับ การระลึก เป็นคนละอย่างกัน การนึก คือ นึกถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่ให้มีปรากฏขึ้น  สิ่งที่อยู่เฉพาะหน้าจึงจะเกิดขึ้นมาได้  แต่การระลึกรู้เป็นการรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้วในขณะนั้น จึงง่ายกว่าเพราะไม่ต้องนึก เช่น หายใจเข้า หายใจออก เราก็ระลึกรู้ลมหายใจเข้า หรือหายใจออก ไม่ต้องนึกอะไร
           
                   " ปัญญาจากทุกขเวทนา ” หากเรามีทุกขเวทนาเกิดขึ้น รู้สึกเจ็บไม่สบาย  ก็พึงระลึกรู้ว่าจิตใจของเรากระวนกระวายหรือไม่  ฝึกรู้เท่าทันจิตเพื่อจะไม่ให้กระวนกระวายต่อทุกขเวทนา พิจารณาดูจิตใจ รักษาใจให้วางใจเฉย ๆ ทำใจให้วางต่อร่างกาย  โดยพิจารณาว่าสังขารร่างกายนี้บังคับไม่ได้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์  จะต้องแตกดับต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันอย่างนี้เองเราก็ไม่ต้องบังคับ  วางเขาลง ปลงเขาไป แล้วก็รักษาใจให้วางเฉย ๆ เราจะเกิดปัญญาญาณในการรู้กายกับใจ เกิดความรู้เห็นว่า  กายกับใจเป็นคนละอย่างกัน  และเวทนากับจิตใจที่รู้ก็เป็นคนละอย่างกัน ถือว่าเป็นญาณปัญญาเกิดขึ้น
                     
                   “ แยกกาย  แยกใจ ” ไม่ได้หมายความว่าใจเราไปอยู่นอกตัว หากแต่แยกโดยการเห็นเป็นคนละอย่างจึงรู้สึกว่าเจ็บปวดแต่ใจนี้ก็เฉยได้ สำหรับคนธรรมดาทั่วไปนั้น  เมื่อกายปวดใจก็จะปวดไปด้วย  แต่สำหรับผู้ที่เจริญสติปัฏฐานเป็นแล้ว จะสามารถยังจิตให้ไม่กระวนกระวายกระสับกระส่ายด้วยความทุกข์  แต่จิตนั้นวางเฉยได้ เกิดความรู้เห็นขึ้นขณะนั้นว่า ปวดนั้นไม่ใช่เรา ใจที่รู้ก็ไม่ใช่เรา กายก็ไม่ใช่ของเรา ปวดก็ไม่ใช่ของเรา  ละความเป็นตัวตน เรียกว่ารู้เห็นตามความเป็นจริง  เห็นอนัตตาขึ้นมาในขณะนั้น
           
                   “ ตายอย่างผู้ที่เห็นธรรม ”  ในขณะที่จะตาย พึงระลึกรู้สภาพของกาย ของใจ ของเวทนา ของจิต แม้จะบีบคั้น จะทุกข์ เห็นความเปลี่ยนแปลง เห็นความแตกต่างปรากฏ  ขณะนั้นเองก็อาจจะได้ดวงตาเห็นธรรม อาจจะบรรลุธรรมในขณะที่ตายลงเป็นการตายอย่างผู้ที่เห็นธรรม  ก้าวสู่ความเป็นอริยบุคคล หรือสูงสุดอาจจะได้เป็นพระอรหันต์แล้วก็ดับขันธ์ปรินิพพานเลย  ไม่มีการสืบต่อขันธ์ ๕  นี่คือการตายที่ดีที่สุด อาศัยการตายจนได้เห็นธรรมะ เกิดดวงตาเห็นธรรม
พระภาวนาเขมคุณ วิ (สุรศักดิ์ เขมรังสี )
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ    การให้ธรรมะเป็นทาน  ชนะการให้ทั้งปวง
ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย  ในพระบรมราชูปถัมภ์