สาระธรรม

ธรรมปฏิบัติ
         










การที่เราเข้ามาปฏิบัติธรรมหรือเข้ากรรมฐาน
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เราควรทำก็คือ เราตั้งใจที่จะปฏิบัติอย่างจริงจัง  สิ่งไหนที่ผ่านมา ที่มันอยู่ข้างนอก ก็วางไว้ข้างนอกก่อน เรื่องราวต่างๆ ที่เราเคยประสบมาก็วางไว้ก่อน ตอนนี้เรามามี สติ รู้อยู่กับปัจจุบัน รู้อยู่กับรูปกับนาม รู้อยู่กับกายกับจิตของเรา  รู้ถึงธรรมชาติความเป็นไปของรูปนาม กำหนดรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงมีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน เราจะได้เข้าใจถึงธรรมชาติของรูปนามจริงๆ ว่าเป็นไปอย่างไร
           
 การปฏิบัติธรรม การพิจารณาธรรม ไม่ใช่อนุมานหรือตรรกะ 
เพราะการอนุมานหรือตรรกะ ไม่ได้ละกิเลสของเรา เพียงแต่ละความสงสัยเท่านั้นเอง เราเข้าใจได้แต่ไม่ชัดเจน จึงบอกว่าการปฏิบัติธรรมของเราเข้าใจแต่เข้าไม่ถึง ก็ลึกซึ้งไม่ถึง 50%  ของความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการกำหนดรู้อาการดับของพอง-ยุบ รู้อาการเกิดดับของลมหายใจเข้า-ออก รู้อาการเกิดดับของเวทนา กำหนดรู้อาการเกิดดับของความคิด จึงต้องมีจิตที่ตั้งมั่นและตั้งใจจริงๆ เข้าไปสังเกตรู้จริงๆ ให้เห็นด้วยตัวเอง ตรงนี้แหละที่เขาเรียกว่าเป็น ปัจจัตตัง  ห็นได้ด้วยตนเอง
           
   การปฏิบัติธรรมไม่ได้จบตอนที่เราออกจากคอร์ส การปฏิบัติธรรมจะจบต่อเมื่อเรา “อยู่จบพรหมจรรย์” ฉะนั้นกำหนดเวลาไม่ได้ ให้เราถือเป็นเรื่องปกติของชีวิตเรา การปฏิบัติธรรม คือการขัดเกลาตัวเองไม่ใช่คนอื่น การปฏิบัติธรรมเพื่อละกิเลสตัวเอง ไม่ใช่ละกิเลสผู้อื่น  เราปฏิบัติธรรมแล้ว เราก็ไปเพ่งคนอื่น ไม่ดี! การปฏิบัติธรรมที่ดี คือ เพ่งตัวเอง รู้จิตตัวเองอารมณ์ไม่ดีแบบไหนเกิดขึ้น แล้วจะละอย่างไร ? ดับแล้วรู้สึกยังไง ? อันนี้ต้องเข้าใจนิดหนึ่งว่า  พระพุทธเจ้าออกบวชครั้งแรกเพื่อดับทุกข์ของตัวเอง แสวงหาทางเพื่อความหลุดพ้นของตัวเอง นั่นคือเป้าหมาย
           
       
    เพราะฉะนั้น  ปฏิบัติธรรมให้ทำเป็นกิจวัตร การเจริญสติปฏิบัติธรรมง่ายกว่าล้างหน้าด้วยซ้ำ ตื่นเช้าขึ้นมา ล้างหน้าใช้เวลากี่นาที  ตื่นเช้าขึ้นมาใช้เวลาตั้งสติกี่นาที เห็นไหม นิดเดียวเอง แค่ตั้งใจสติก็มา ล้างหน้าใช้เวลาตั้งนาน แค่แปรงฟันก็ใช้เวลานานมากแล้ว  ตื่นเช้าขึ้นมาล้างหน้าทุกวันต้องเปลี่ยนใหม่นะ ต้องล้างทีเดียว 2 อย่างตื่นเช้าขึ้นมา ล้างทั้งหน้าทั้งใจ ก่อนที่จะไปทำงาน เพราะหน้ากับใจสามารถล้างไปพร้อมกันได้ ไม่ต้องแบ่งเวลา เห็นไหม กลายเป็นว่าการปฏิบัติธรรมเราทำได้ตลอดเวลา อย่าตั้งเงื่อนไขให้ตัวเองปฏิบัติธรรมไม่ได้ ต้องหาโอกาสและเอื้อแก่การปฏิบัติธรรมของตัวเอง นั่นแหละจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่  ธรรมะเป็นของง่ายๆ แต่ยากที่จะได้ทำ กว่าจะได้ปฏิบัติทีหาโอกาสได้ยาก ก็เหมือนเป็น  คนมีกรรม ติดตารางเวลา จะไปไหนเดี๋ยวติดโน่นติดนี่ ติดตลอด เวลาเราหายากมากที่จะได้มานั่งอย่างนี้
           
       
     การพิจารณาอย่างนี่แหละ จะทำให้เราเห็นตามความเป็นจริงของธรรมะ ของสภาวธรรมของรูปนามที่เกิดขึ้น ที่บอกว่สัพเพ สังขารา  อนิจจา  สัพเพ  สังขารา ทุกขา  สัพเพ ธัมมา  อนัตตา  สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา  เขาปรากฏขึ้นมาให้เราเห็นทุกๆ ขณะอยู่แล้ว  ทุกครั้งที่เราเจริญสติ เจริญกรรมฐาน ไม่ว่าจะนั่งที่ไหนก็ตาม จะอยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน หรือที่ไหนก็ตาม ขอให้เรามีเจตนามีความตั้งใจจริงที่จะทำ ถึงแม้ระยะเวลาสั้นๆ 5 นาที 10 นาที ก็มีอานิสงส์
           
              สุดท้ายนี้ ก็ขออานุภาพของพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์  จงเกื้อหนุนทั้งผลบุญที่ได้ทำ จงนำผลให้สำเร็จลุล่วงได้ดั่งใจตน ตราบหลุดพ้นถึงมรรคผลนิพพานทุกคน เทอญ
                                                       
                                                         พระอาจารย์ประเสริฐ  ฐานังกโร
                                                  สำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต  จังหวัดตรัง

                     ธรรมบรรยาย ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

                                                        ( ศ.2 ปทุมธานี )