สาระธรรม

มีทุกข์ ก็ต้องดับทุกข์

      นะมัตถุ รัตตะนะตะยัสสะ ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ขอความผาสุขความเจริญในธรรม จงมีแก่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย

         ณโอกาสต่อไปนี้ พึงตั้งใจฟังธรรมะตามหลักคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นเครื่องส่งเสริมศรัทธาประสาธน์ เกิดกำลังใจใฝ่ธรรมเพื่อให้เป็นไปด้วยความไม่ประมาท  บางครั้งเราก็จะตกอยู่ในความประมาท ปล่อยให้ชีวิตผ่านไปหมดไปในแต่ละวันโดยที่จะไม่ได้ขวนขวายสั่งสมคุณงามความดี ไม่ได้เพียรประพฤติปฏิบัติ ปล่อยให้เวลากลืนกินชีวิตตัวเองหมดไปๆ ไม่มีวันที่จะหวนกลับมา เวลาที่ผ่านไปหมดไป ไม่ได้หมดไปเฉพาะเวลาเท่านั้น แต่ได้กลืนกินชีวิตของสัตว์ทั้งหลายไปด้วย
       
เวลาที่เหลืออยู่การดำรงชีวิตน้อยลงไป ให้เราได้คิดพิจารณาถึงสังขารของชีวิตที่เปลี่ยนแปลง และก็เสื่อมไปอยู่ตลอด มีชีวิตที่เหลือน้อยลง สั้นลงไปทุกขณะ ยิ่งอายุมากขึ้น ความชรามากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บก็เบียดเบียนมากขึ้น ทุกคนต้องระลึกนึกไว้ว่า สังขารร่างกายของเรา จะต้องถูกโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน  ชีวิตสังขาร ร่างกาย มันตกอยู่ภายใต้ความเสื่อม ความเปลี่ยนแปลง ความป่วยความเจ็บ ความแตกดับ และในที่สุดความตายก็มาถึง ต้องพิจารณาว่าสิ่งเหล่านี้จะเข้ามาถึงตัวเรา จะทำอะไรกับชีวิตของตัวเองดี ที่มีชีวิตอยู่  มีลมหายใจอยู่ขณะนี้ ยังเดิน ยังพูดได้ ก่อนที่จะเดินไม่ได้  พูดไม่ได้  สมองไม่ทำงาน บางคนก็ไม่ตายแต่ว่าสมองตาย เส้นเลือดในสมองแตก สมองพิการ มีชีวิตอยู่ก็ต้องทรมานสังขาร จึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องนำมาคิดพิจารณา เพื่อไม่ให้เกิดความไม่ประมาทในชีวิตเมื่อเราไม่ประมาทเราจะได้เร่งหาทางที่จะแสวงหาทางหลุด  แสวงหาทางดับทุกข์ให้ตนเอง
     
เมื่อทุกข์ ก็มีสิ่งที่ดับทุกข์ได้ มีทุกข์ต้องมีสุข มีมืดต้องมีสว่าง เมื่อทุกข์ยังมีได้ ความดับทุกข์ก็ต้องมีได้ ความเกิด ความแก่ ความตายมีได้ ความพ้นจากความเกิด ความแก่ ความตายก็ต้องมีได้ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้เคยพิจารณา พระองค์พิจารณาเห็นทุกข์ เห็นโทษของสังขาร การเวียนว่ายตายเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย สังเวชสลดพระทัย และพิจารณาเห็นว่ามันต้องมีสิ่งตรงกันข้าม ทุกข์มีได้ ความดับทุกข์ต้องมีได้ ความแก่ ความเจ็บ ความตายมีได้ การหลุดพ้นก็ต้องมีได้  พระองค์จึงแสวงหาหนทางออกจากทุกข์เพื่อสั่งสมบารมี  ต้องยอมเสียสละทุกอย่าง สละชีวิตนับไม่ถ้วน สั่งสมบารมีจนกระทั่งเต็มเปี่ยม จึงได้ตรัสรู้ขั้น อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ  รู้จักความจริงว่าทุกข์เป็นอย่างไร  อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ สิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้ขึ้นมาแล้ว ได้นำแนวทางในความดับทุกข์ มาสั่งสอน มาบอกกล่าว ให้พวกเราได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอน  เพื่อออกจากทุกข์  พ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าก็พ้นทุกข์ไปแล้ว  พระอรหันต์ทั้งหลายก็ดับทุกข์ไปมากมายแล้ว
        เหลือแต่พวกเราที่ยังมาเศร้าโศก มาพิไรรำพรรณ มาคับแค้นใจอยู่ ชีวิตก็ผ่านไปๆ เวลามันหมดไปๆ ไม่เร่งขวนขวายหาทางออกจากทุกข์ จะไปทำอะไร จะคอยไปปฏิบัติกันเมื่อไหร่ ชาติหน้าจะได้มีโอกาส มีศรัทธาเลื่อมใสในการปฏิบัติหรือเปล่า จะได้พบพระพุทธศาสนาหรือไม่ พระพุทธศาสนามีแต่จะอันตรธานไปจากโลกนี้ คนเริ่มไม่รู้จักพระพุทธศาสนา หลักธรรมคำสอนที่แท้จริง มักจะหันไปหาเรื่องอื่น พุทธศาสนาจริงๆ เป็นอย่างไร คนไม่รู้ก็ไม่สนใจที่สุดก็ไม่มีเหลือ  คนก็จะหลงงมงายไปในข้อปฏิบัติที่ผิด
      ถ้าอย่างนั้นเมื่อมาคิดพิจารณา  ได้เกิดเป็นมนุษย์ มีสมอง มีสติปัญญา มีพระพุทธศาสนายังปรากฏ มีคำสอน มีผู้แนะนำอบรมสั่งสอน มีวัดวา อาราม มีสถานที่ปฏิบัติธรรม เราไม่ทำตอนนี้ เราจะไปทำตอนไหนให้เราคิดพิจารณาดู แก่มากไปก็ไม่ไหว  
การปฏิบัติยามที่เจ็บป่วย ทรมานมาก  ยามภัยพิบัติเข้ามามันทำยาก  ตอนนี้เรายังพอไหวอยู่ก็พยายามขวนขวาย  ทำภาวนาให้เกิดขึ้น เจริญขึ้นด้วยการเจริญสติ  คือทำให้สติเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ เราต้องมีความพากเพียร ประคองตั้งจิตไว้อยู่เสมอๆ ใส่ใจ ในกายตัวเอง สติระลึกรู้ สภาวะธรรมที่ปรากฏ
       
วิปัสสนานั้นจะต้องระลึกรู้สภาวะ หรือเรียกว่ารู้ ปรมัตถธรรม รู้รูปธรรม นามธรรมหรือขันธ์5 กำหนดรู้ทุกข์ได้ เมื่อฟังอย่างนี้แล้ว ต้องมาพิจารณา ประเมินตนเองว่า เรามีความเข้าใจสภาวะหรือไม่ เข้าใจรูปนาม เข้าใจปรมัตถ์หรือไม่ ถ้าไม่เข้าใจก็ระลึกรู้ไม่ถูก เพราะถ้ามีความเข้าใจ  อารมณ์คือสิ่งที่จิตเข้าไปรับรู้ อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ หรือสภาวะ  บัญญัติอีกอย่างก็เป็นรูปร่างเป็นสัณฐาน ไม่ว่าเราจะลืมตามองเห็นรูปทรง สัณฐาน วัตถุสิ่งของก็เป็นสมมุติ การระลึกรู้มาที่ร่างกายของตนเอง หลับตาระลึกรู้กายในใจจะเห็นด้วยใจ  มันเป็นมโนภาพ มีความเป็นรูปร่าง ทรวดทรง สัณฐานของกายอย่างนี้ให้เข้าใจว่าเป็นสมมุติ   สภาวะที่เกิดขึ้นไม่มีเฉพาะที่ร่างกาย มันมีทางใจ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น  สภาวะที่ปรากฏทางใจก็จะมีจิตใจ ความนึกคิด มีความรู้สึก มีอาการต่างๆ มีสภาพรู้ เวลาที่มันมีจิตคิดนึกขึ้นมา  สติก็จะระลึกรู้ความรู้สึกสบายใจ  รู้สึกไม่สบายใจ  รู้สึกเฉยๆ ระลึกรู้ลักษณะความสบาย  ความสบายมีจริง แต่คำพูดว่าสบายเป็นสมมุติ  ความไม่สบายเกิดขึ้น ก็รู้ลักษณะความไม่สบาย ความไม่สบายใจมีจริง แต่คำพูดว่าไม่สบายใจเป็นสมมุติเป็นภาษาขึ้นมา  บางท่านเคยใช้คำบริกรรม พอไม่ใช้คำบริกรรมระลึกไม่เป็นเลย ก็ต้องฝึกหัดให้สติทำงานระลึกรู้ อาการที่เกิดขึ้นในจิตใจ มันก็มีต่างๆ เช่น เกิดความสงบใจ  ก็ระลึกรู้ความสงบใจ เกิดความไม่สบายใจ ก็ระลึกรู้ความไม่สบายใจ ความอิ่มเอิบใจเกิดขึ้นก็ระลึกรู้  สังเกตที่มีปีติ มีอาการอย่างไรก็รู้ไปตามอาการอย่างนั้น  รู้ไปตามอาการที่ปรากฏ สังเกตความเปลี่ยนแปลง ความหมดไป ดับไป
        
 ถ้ามาฝึกภาวนา ปฏิบัติให้เกิดปัญญา รู้แจ้ง ความทุกข์ทั้งหลายก็ดับลงหมด อย่างคนที่เขามีวิสัยปัจจัยมาแต่อดีตในการภาวนา การปฏิบัติ พอมาภพนี้ชาตินี้  เขาจะปฏิบัติได้ง่าย  ฟังแล้วรู้เรื่อง เข้าใจ เห็นรูปนาม  แต่บางคนก็จะฟังไม่ออก ไม่รู้เรื่องการปฏิบัติก็ต้องเริ่มมาฝึกภาวนา ถ้าเริ่มต้นก็มีโอกาสก้าวไปข้างหน้า  ถ้าไม่มีการเริ่มเลยเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้ถึงจุดหมายปลายทาง  แต่ละท่านจึงไม่เหมือนกันเพราะ บุพเพกตปุญญตา การสั่งสมบุญไว้แต่ปางก่อนมาไม่เหมือนกัน  มาไม่เท่ากัน แต่ถ้าเราขวนขวายในภพนี้ชาตินี้ก็จะเป็น บุพเพกตปุญญตา ของภพต่อๆ ไป  ฉะนั้นต้องสั่งสมเหตุปัจจัยในปัจจุบันนี้  พิจารณาความแก่ ความเจ็บป่วย ความตาย ใกล้ตัวเรามาทุกขณะ ทุกคนต้องเผชิญ  ไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไปพยายามปฏิบัติ  นั่ง เดิน อยู่ตรงไหนก็ภาวนาเจริญสติไว้เสมอๆ สั่งสมบุญไปตลอด เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ สติสัมปชัญญะจะได้มีกำลังมากขึ้น ปฏิบัติให้ต่อเนื่อง จะเป็นผลที่เกิดขึ้น ชัดเจนมากขึ้น
     การได้นำธรรมะมาเป็นข้อคิดสะกิดใจ ให้เราเป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต พระพุทธเจ้าได้ตรัสเตือนไว้ก่อนจะดับขันธปรินิพพานว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง พวกเธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด นั่นเป็นพระวาจาในครั้งสุดท้าย  ก็ขอให้ทุกท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ขอยุติไว้เพียงเท่านี้
                                             
                                             ขอความสุขความเจริญในธรรม จงมีแก่ทุกท่านเทอญ    
                                   
                                                       พระภาวนาเขมคุณ  วิ (สุรศักดิ์ เขมรังสี)
                                                            เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์
                       
                                       ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์