สาระธรรม

มัคคานุคา ผู้เดินตามมรรค



เมื่อเข้าใจมาถึงตรงนี้ พระโสดาบันจึงใช้วิธีเฝ้าสังเกตกาย-ใจอย่างไม่ลำเอียง ด้วยเครื่องมือชิ้นสำคัญ นั่นก็คือ
“มรรค”
               
                  มรรคที่เป็นเครื่องมือพิสูจน์ชิ้นสำคัญในการทำให้เห็นความจริง ตามความเป็นจริง  ก็คือในส่วนของสมาธิ  ซึ่งได้แก่ มรรคองค์ที่ 6,7,8  จนกระทั่งทำให้ย้อนกลับไปเกิดปัญญาเป็นสัมมาทิฏฐิในมรรคองค์ที่ 1 นั่นเอง แม้พระโสดาบันจะรู้แจ้งและเกิดสัมมาทิฏฐิขึ้นมาแต่ที่ท่านยังไม่พ้นทุกข์ถึงที่สุด ก็เพราะว่าโดยปกติแล้ว  คนเราจะมีความเห็นผิดที่สั่งสมมานาน จึงต้องมีการชำระสัญญาความคุ้นชินที่ฝังอยู่อย่างเหนียวแน่นนั้น ให้ออกจนหมดเสียก่อน
 
                  ถึงจุดนี้เราจะมาดูกันว่า ทำไมมรรคองค์ที่ 6, 7, 8 จึงสามารถจัดการกับจิตได้
                  มรรคองค์ที่ 6 สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ คือ เพียรรักษาจิตไว้ไม่ให้อกุศลเกิด  เพียรละอกุศลที่เกิดในจิต  เพียรเจริญกุศลให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
               

                  มรรคองค์ที่ 7 สัมมาสติ ความระลึกชอบ คือ พิจารณาเห็นกายในกาย  พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา  พิจารณาเห็นจิตในจิต  พิจารณาเห็นธรรมในธรรม  มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ  มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้
               
                  มรรคองค์ที่ 8 สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ คือ ปฐมฌาน  ทุติยฌาน  ตติยฌาน และจตุตฌาน  ในสัมมาวายามะนั้น จะเห็นได้ว่ามีการเจาะจงลงไปถึงระดับของนามธรรม ไม่เหมือนในข้อของศีลซึ่งดูแลได้แต่กายกับวาจา  ฉะนั้นสัญชาตญาณเดิมที่สั่งสมอกุศลมา เช่น เมื่อมีคนมาด่าแล้วโกรธเป็นอัตโนมัติ  ก็จะเริ่มถูกชำระด้วยการละอกุศล  เพราะเมื่อกลับมารู้ลมก็จะเป็นการเจริญกุศลแล้วนั่นเอง
               
                  เมื่อกุศลเริ่มมีมากขึ้นเราก็ยิ่งเจริญให้มาก ในส่วนนี้ก็จะกลายเป็นสัมมาสมาธิ  จิตจะตั้งมั่นขึ้นโดยลำดับ อกุศลก็ยิ่งถูกชำระไป ชำระไป และในส่วนของสัมมาสติที่ว่า  มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้นั้น ตรงนี้จะเห็นว่า  ตลอดเวลาเรากำลังเผากิเลสด้วยสัมปชัญญะและสติ  จนสามารถถอดถอนความยึดมั่นในโลกก็คือ 
ขันธโลก  ลงได้
                  นอกจากนี้ยังมีการหลุดพ้นได้ก็เพราะเกิดปัญญา ซึ่งสัมมาทิฏฐิเพื่อการชำระกิเลสในส่วนของจิตใจ (แน่นอนว่าย่อมมีทั้งเวทนา  จิต และธรรม รวมอยู่ด้วย) ในส่วน
“กายในกาย” นั้น การเจริญอานาปานสติ รู้ลมหายใจ จะทำให้ในที่สุดก็เห็นความจริงขึ้นมาได้ว่า กายนี้เกิดจากการปรุงแต่ง เป็นที่ประชุมรวมกันของธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และมีวิญญาณเข้ามาประกอบรวมกันจนเป็นชีวิตก็เท่านั้นเอง  อย่างไรก็ตามให้ลองคิดดูว่าเมื่อแรกเราเข้าใจผิดว่าโลกนี้แบน  เป็นมิจฉาทิฏฐิ  พอเข้าใจถูกว่าโลกนี้กลม ก็เกิดเป็นสัมมาทิฏฐิ   จึงสามารถละความเห็นผิดได้ก็ตรงนี้เอง ตรงขณะที่รู้แล้วว่าโลกนี้กลม แปลว่าโลกนี้เป็นของเขาอย่างนั้นอยู่แล้ว  ไม่ว่าเราจะเห็นถูกหรือเห็นผิดก็ตาม  ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโลกเลย
                  แต่ในเชิงที่ลึกไปกว่านั้น เพราะการได้รู้ว่าโลกกลม  ก็ทำให้เกิดเป็นอัตตาหลงดีใจ พอใจ กับสัมมาทิฏฐินั้นอยู่ดี  จนกระทั่งในที่สุด เมื่อกระบวนการของมรรคได้ชำระโมหะหรืออวิชชาไปจนถึงขั้นสุดท้าย   เราจึงจะหมดความยึดถือ ทั้งในตัวความรู้และปัญญาทั้งหลาย  เพราะเข้าใจแล้วว่าสรรพสิ่งมันเป็นของมันอย่างนั้นเอง  จึงเกิดการสลัดคืนทุกอย่างไปตามธรรมชาติ  แล้วเข้าสู่สภาพธรรมชาติ  เข้าใจทุกอย่างตามความเป็นจริง ไม่ยึดถือแม้นในตัวของจิตเอง

               
                นี่คือสภาพที่รู้แจ้งอริยสัจอย่างถึงที่สุด คือ หมดเหตุเกิด ธรรมอันพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้แจ้งนั้น  จะมาถึงตรงนี้  ก็คือ สัพเพธัมมา  นาลัง  อภินิเวสายะ  ธรรมทั้งปวงอันใครๆ ก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
                ถ้าจะจัดการกับความทุกข์ในระดับจิตใจ  เราต้องมีกระบวนการที่ชำระเข้าไปถึงใจตรงๆเลย นั่นจึงเป็นที่มาของมรรคในส่วนของสมาธิ คือ มรรคองค์ที่ 6, 7, 8 ซึ่งจะเข้ามาจัดการล้างความเห็นผิดที่กิเลสทั้งหลายสั่งสมมา ตั้งแต่การชำระอกุศลแล้วเปลี่ยนมาเป็นกุศล การเพียรระวังไม่ให้บาปอกุศลเกิดขึ้นอีก ซึ่งก็เป็นเครื่องฝึกให้เกิดสติสัมปชัญญะ และทำให้จิตใจตั้งมั่นขึ้น ส่วนการเพียรกุศลให้ยิ่ง ก็คือการทำสมาธิในส่วนอานาปานสตินั่นเอง เมื่อเวียนวนอยู่กับการจัดการในระดับจิตใจ  เราก็จะผ่านที่ตั้งแห่งสติทั้ง 4 ฐาน ที่เรียกว่าสติปัฏฐาน 4 หรือมรรคองค์ที่ 7สัมมาสติ จนกระทั่งเมื่อเกิดสัมมาสติขึ้นมา  ก็จะเกิดความเข้าใจจากการเห็นจริงว่า  ไม่ว่าจะเป็นกาย  เวทนา  จิต และธรรมารมณ์ ต่างก็ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป แม้นดิ้นรนที่จะรักษาสภาพ  แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่คงที่หรือคงทนในสภาพเดิม  ดังนั้น เมื่อเราเข้าไปยึดถือในสภาพของสิ่งที่เป็นอนิจจังทั้งหลายเมื่อไหร่ ก็ย่อมก่อให้เกิดสภาพทุกข์ตามมาทุกครั้ง  เห็นตามนี้บ่อยเข้า สุดท้ายก็จะเกิดการเข้าใจเองด้วยปัญญาว่า  ไม่ว่าจะเป็น  กาย  เวทนา  จิต หรือธรรม ต่างก็ล้วนเกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุ และหมดไป เพราะหมดเหตุเช่นกัน
                มีคำถามที่ใครๆ ก็อยากรู้ นั่นคือ ผู้ปฏิบัติธรรมจะสามารถบรรลุธรรมเข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพานได้อย่างไร หลายคนไม่เข้าใจ นึกว่าเมื่อเราได้ยินได้ฟังคำสอนเสร็จ เราจะทำความเข้าใจตามที่ท่านสอนแล้วสามารถบรรลุธรรมตามไปด้วยได้ เช่น ท่านบอกว่าการละสักกายทิฏฐิคือการละความเห็นผิดในความมีตัวตนก็เลยพยายามใช้ความคิดให้เป็นไปตามที่ท่านบอก
                ถ้าเข้าใจอย่างนี้คือเข้าใจผิดแล้ว เพราะการปฏิบัติธรรมให้รู้แจ้งนั้น คือการปฏิบัติตามมรรคเพื่อละอกุศล และเจริญกุศลไปตรงจุดที่เราเห็นผิดด้วยเพราะมี โลภะ โทสะ  โมหะ ที่ทำให้เราเห็นผิด  เมื่อละไปได้มากเข้า  ก็จะรู้แจ้งขึ้นมาโดยลำดับ  การละไปเรื่อย ๆ นั้นจะทำให้จิตใจตั้งมั่นขึ้นมา  จนเห็นว่ากาย-ใจ ( กาย  เวทนา จิต  ธรรม ) นี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นอนัตตา จึงถอนความพอใจและความไม่พอใจในจิตลงได้เอง

                หนทางที่จะเกิดสิ่งนี้ขึ้นได้ก็คือ ต้องตรัสรู้ขึ้นมาด้วยตนเองโดยการเจริญตามมรรค
                                                             
                                                              จากหนังสือ นิพพานชั่วพริบตา
                                                                อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
                                            ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์