สาระธรรม

ประสบการณ์จากชาดกเรื่องฤาษีเตมีย์ใบ้
             
               ชาดกเรื่องเตมีย์ เป็นเรื่องของพระโอรสกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า เตมีย์ เจ้าชายผู้นี้ไม่เคยตรัสถ้อยคำใดๆ เลยตั้งแต่ประสูติมา พระบิดาจึงทรงรู้สึกอับอายที่มีพระโอรสเป็นใบ้ ถึงกับมีรับสั่งให้สารถีราชรถผู้หนึ่งนามว่า สุนันทะ ให้นำพระโอรสออกจากพระนครแล้วประหารเสีย เมื่อออกมาภายนอกพระนครแล้วเจ้าชายเตมีย์ ทอดพระเนตรเห็นสารถีกำลังขุดหลุมจะฝังพระองค์ จึงทรงพิจารณาว่าถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะต้องแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าพระองค์มิได้ทรงเป็นใบ้ จึงเสด็จเข้าไปตรัสกับสารถีให้เดินทางกลับไปเสียเถิด  แล้วให้กราบทูลความจริงเรื่องนี้กับพระราชบิดา พระราชมารดาด้วย ส่วนพระองค์เองก็เสด็จเข้าไปยังป่าลึกบวชเป็นฤาษี แล้วเจริญสมาธิในป่านั้น
               
               พระราชบิดาและพระราชมารดาทรงรู้เรื่องทั้งหมดได้เสด็จเข้ามายังป่านั้นเพื่อพบพระโอรส  ทั้งสองพระองค์ได้พบเจ้าชายเตมีย์ในชุดฤาษี  ที่ทรงผ้าหยาบๆ ประทับอยู่หน้ากระท่อมเล็กๆ ที่มุงด้วยใบไม้ ฤาษีเตมีย์ได้นำผักและผลไม้ซึ่งเป็นอาหารที่พอจะหาได้ในป่าออกมาถวายแด่พระราชบิดาพระราชมารดาทั้งสอง พระองค์พิจารณาอาหารและวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของพระฤาษี แล้วกลับไม่เข้าพระทัยว่าเหตุใดใบหน้าของฤาษี กลับอิ่มเอิบด้วยความสุขและสุขภาพที่สมบูรณ์ทั้งสองพระองค์จึงตรัสถามว่า ลูกรัก เหตุใดหลังจากเสวยอาหารที่ขาดความประณีตและไม่มีประโยชน์เช่นนี้ ลูกกลับมีใบหน้าที่อิ่มเอิบ เปี่ยมด้วยความสุข สดชื่น และผ่องใสเช่นนี้เล่า คำตอบของฤาษีเตมีย์นั้นควรแก่การจดจำเป็นอย่างยิ่ง
               
                ฤาษีเตมีย์ ได้ทูลตอบว่า “ข้าพระองค์ไม่เคยนึกถึงเรื่องราวในอดีตด้วยความกังวลเศร้าสลดหรือทุกข์ร้อนอันใด และไม่เคยนึกถึง อนาคตด้วยความคาดหวัง ไขว่คว้าทะยานอยากหรือรอคอย ข้าพระองค์เพียงดำรงชีวิตอยู่กับปัจจุบัน แล้วปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ขณะนั้น ด้วยเหตุนี้ ร่างกายของข้าพระองค์จึงมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ ใบหน้าจึงผ่องใส อิ่มเอิบ” ฤาษีเตมีย์ดำรงชีวิตตามวิถีทางนี้ด้วยโยนิโสมนสิการ มีมุมมองชีวิตที่ถูกต้อง แล้วปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ดี จึงดูสดชื่น ผ่องใส และแข็งแรง  ผู้มิได้อบรม ไม่สามารถคิดเช่นนั้นได้ จึงไร้ความสุข ผู้มิได้อบรมไม่สามารถจะอยู่กับปัจจุบันได้ จึงมักหลงอยู่กับอดีตด้วยความกังวลเศร้าสลดเสียใจและหลงไปกับอนาคตด้วยความหมกมุ่นคาดหวังตามแรงปรารถนา ด้วยเหตุนั้น เขาจึงดูอ่อนแอไร้ความสุข
               
                โลภะหรือความทะยานอยากของมนุษย์นั้นมักไม่มีขอบเขต หากเราปล่อยให้ความปรารถนาอยากมีอยากได้ของเราเกิดขึ้น โดยไม่ใส่ใจระมัดระวังแล้ว  ความทะยานอยากนั้นก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไร้การควบคุม เมื่อนั้นความพึงพอใจ ความพอเพียง และความสุขย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องพึงพอใจแต่เฉพาะ สิ่งที่มี จนนิ่งดูดาย ไม่ขวนขวายทำชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม คือ ไม่มีความกระตือรือร้นหรือความมุ่งมั่นใดๆทั้งสิ้น ที่ถูกต้องแล้วเราควรพอใจในสิ่งที่เราพึงมีพึงได้ตามสถานะ เมื่อเราได้พากเพียรพยายามอย่างดีที่สุดแล้วเท่านั้น
               
                 คนเราต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพอยู่ตลอดทั้งชีวิต จึงไม่มีใครรอดพ้นจากโลภะได้อย่างแท้จริง ความดิ้นรนทะยานอยากที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีก็แตกต่างกันไป ตามสถานการณ์ของแต่ละบุคคลอย่างไรก็ตาม คนเราก็ควรจะจำกัดขอบเขตความโลภนี้ไว้ อย่าให้ล่วงล้ำออกไปเกินความเหมาะสมได้ หากเพียงแต่เราจะเริ่มเรียนรู้ที่จะควบคุมความทะยานอยากไว้ มิให้มากเกินความพอดี และพยายามพึงพอใจในสิ่งที่เราทำได้หาได้ เพียงเท่านี้เราก็พบกับความสุขแล้ว
               
                  ปัจจุบันสำคัญที่สุด แต่บางครั้งการคำนึงถึงปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมาในอดีต แล้วใช้เป็นบทเรียนสำหรับการวางแผน อนาคต ก็เป็นสิ่งพึงกระทำเพื่อความไม่ประมาท แต่เราไม่ควรหมกมุ่นครุ่นคิดถึงอดีตด้วยความเศร้าสลดหดหู่ใจกับความน่าจะมีหรือน่าจะเป็นหรือวาดหวังกับอนาคตด้วยความมุ่งมาดปรารถนาถึงสิ่งที่อยากให้มีให้เป็นในวันหน้า พึงระลึกไว้เสมอว่า
“ วันนี้” สำคัญยิ่งกว่า “วันวาน” หรือ “วันพรุ่งนี้” ดังนั้น การคิดในแง่บวกหรือมองโลกในแง่ดีจึงสำคัญยิ่ง เพราะจะช่วยแก้ไขปัญหาและปรับเปลี่ยนสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ได้ 
พึงจำไว้เสมอว่า จงอยู่กับวันนี้ หรือ พึงมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน เสมอ”
                                               
                                              จากหนังสือ เห็นถูกเป็นสุขได้
                                               
                                               พระอาจารย์เชมเย สยาดอ

                       
                           
ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์