สาระธรรม

นกกับต้นไม้
 
              มีเรื่องเล่าเปรียบเปรยถึงการปฏิบัติธรรมเพื่อเห็นความเป็นจริงอยู่เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องนกกับต้นไม้  บนต้นไม้ต้นหนึ่งมีรังนก ซึ่งมีลูกนกเพิ่งฟักออกจากไข่ ลูกนกโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ลูกนกมีโอกาสได้คุยกับชายที่เป็นเจ้าของบ้าน ลูกนกสาธยายเกี่ยวกับต้นไม้ที่มันอาศัยอยู่เสียยกใหญ่  เป็นปลื้มว่าต้นไม้นี้เป็นของมัน เจ้าของบ้านที่เพิ่งกลับจากปฏิบัติธรรมพอดีจึงรู้สึกเอะใจขึ้นมาว่า
                               
                        “เอ๊ะ เจ้านก เมื่อกี้เจ้าบอกว่าต้นไม้เป็นของเจ้าหรือ”
                        “ใช่สิ ก็ฉันอยู่ที่นี่เห็นไหมล่ะ ต้นไม้มันโตขึ้นทุกวัน  ฉันก็โตขึ้นทุกวัน เราโตขึ้นด้วยกัน ฉันไปหาปุ๋ยมาหยอดที่โคนต้น เวลามันแข็งแรงออกดอกออกผล  ฉันก็ดีใจและมีความสุขมาก แต่เวลาที่มีเพลี้ยมีหนอนมากินต้นไม้ฉันก็เศร้าใจ เป็นทุกข์ ถ้าต้นไม้ของฉันจะต้องตาย  ฉันก็จะต้องตายไปด้วย”  เจ้าของบ้านยืนฟังนกพูดก็รู้สึกว่านกพูดผิดเสียแล้ว
                         “ลูกนก อย่าหาว่าข้ายุ่งไม่เข้าเรื่องเลยนะ แต่จะบอกความจริงให้ว่าต้นไม้กับนกไม่เกี่ยวกันเลย”   เมื่อได้ยินเช่นนี้ แน่นอนว่าลูกนกเคืองมาก เพราะมันเข้าใจว่าต้นไม้เป็นของมันมาตลอดชีวิต แต่ด้วยความที่เจ้าของบ้านเป็นนักปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ เขาจึงบอกนกว่า
                         “นกเอ๋ย ข้าขอบอกเจ้าด้วยความหวังดี จากนี้ไปให้เจ้าสังเกตตัวเอง และสังเกตต้นไม้ ตามดูตามรู้ไปเรื่อยๆ สักพักเจ้าจะเห็นความจริง” 
              หลังจากนั้นเจ้าของบ้านก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นนานหลายปี เมื่อกลับมาที่บ้านหลังนั้นอีกก็ได้พบกับนกตัวเดิมซึ่งโตขึ้นมากแล้ว เขาเข้าไปคุยกับนกด้วยความมั่นใจว่ามันต้องเห็นความจริงแล้ว  เพราะมันโตแล้ว มีวุฒิภาวะแล้ว
                         “นกเอย เจ้าเห็นความจริงแล้วใช่ไหมว่าต้นไม้กับตัวเจ้าเป็นคนละส่วนกัน เจ้าเข้าไปยึดเองว่าต้นไม้เป็นของเจ้า”  แต่คำตอบจากนกกลับผิดคาด
                         “ท่านพูดอะไรของท่าน  เมื่อหลายปีก่อนก็บ้าพูดอย่างนี้ไปทีแล้ว ข้าสังเกตแล้วมันก็เหมือนเดิม มองยังไงต้นไม้ก็เป็นของข้าอยู่ดี”
               เจ้าของบ้านจึงเริ่มเอะใจแล้วว่านกสังเกตต้นไม้อย่างไร  ทำไมมันจึงไม่เห็นว่าต้นไม้กับตัวมันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เจ้าของบ้านเฝ้าจับตาดูพฤติกรรมของนกอยู่ไม่นานก็ถึงบางอ้อ เพราะเจ้านกมันไม่ได้ดูต้นไม้แบบตามดู ตามรู้ ตามสังเกต แต่มันดูต้นไม้เหมือนแม่ดูลูก จึงทำให้ไม่เห็นความจริง การดูเหมือนแม่ดูลูก หมายถึง สมมติมีคนมาบอกว่าลูกเราเกเร ปากเสีย ไม่มีสัมมาคารวะ กินอาหารมูมมาม เราคงปรี๊ดตั้งแต่ได้ยินประโยคแรก หรือต่อให้ลูกของเรานั่งเล่นอยู่กับเด็กอีกคน อาการซุกซนเกเรก็พอกัน แย่งขนมกันกินทั้งคู่ มารยาทติดลบพอกัน แต่เรามักจะเห็นแต่พฤติกรรมเกเรของเด็กอีกคนที่ไม่ใช่ลูกเรา นี่คือการดูแบบแม่ดูลูก คือสังเกตอย่างมีอคติ เอนเอียงจนมองไม่เห็นความเป็นจริง
               ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเข้าใจว่าการบรรลุธรรมไม่ใช่บรรลุจากการเดินจงกรม นั่งสมาธิ แต่การเดินจงกรมนั่งสมาธิเป็นอุปกรณ์เกื้อกูลสนับสนุนให้เกิดปัญญา  เมื่อเดินจงกรมนั่งสมาธิจะทำให้จิตตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่นจะเห็นการเกิดดับในฐาน ทั้งสี่ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม  เมื่อเห็นการเกิดดับในฐานทั้งสี่จะเกิดปัญญาเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ  เพราะเมื่อจิตตั้งมั่น สิ่งที่เห็นจะมีแค่สองอย่างคือ ผู้รู้ กับ ผู้ถูกรู้ ถ้าเดินจงกรมถูกต้องจริงๆ ไม่นานมันต้องโพล่งขึ้นมาว่า นี่คือภาพ มันไม่ใช่เรา เพราะมันจะเหลือแค่ ผู้รู้ กับ ผู้ถูกรู้ แต่ไม่มีเรา
               เบื้องต้นให้พิจารณาเห็นธรรมคู่ คือโลกธรรม 8 ได้แก่ มีลาภ-เสื่อมลาภ มียศ-เสื่อมยศ สุข-ทุกข์ นินทา-สรรเสริญ ก่อน ภาวนาให้เห็นการเปลี่ยนแปลงมาก แล้วปล่อยวาง ภาวนาไปเล่นๆ อย่าจงใจให้มาก อย่าบีบคั้น อย่าข่มขืนใจ ต้องค่อยๆ ตะล่อม ธรรมชาติของจิตนั้นเรียนรู้ได้ ฝึกได้ แต่เพราะความไม่รู้เขาจึงไปยึดถือขันธ์ ไปยึดถือตัวเอง  เรื่องนกกับต้นไม้ที่เล่ามานี้ เป็นอุปมาอุปไมยที่ทำให้เห็นว่าเรามีจุดพลาดตรงไหน  ทำไมเราตามดูตามรู้แต่ดูไม่ออกว่ากายใจไม่ใช่เรา เพราะเราดูด้วยใจที่ไม่ตั้งมั่น ดูด้วยความรู้สึกว่ากูเป็นคนดู ดูเหมือนแม่ดูลูก ถ้าทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างไรก็ไม่พ้น
               การปฏิบัติต้องฟังคำพระพุทธเจ้าตรัสแล้วทำตามจึงจะเดินทางสู่มรรคผลนิพพานได้จริง  ทำให้หมดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ได้จริง แต่สำหรับคนที่ยังเข้าไปยึดถือขันธ์ว่าเป็นของตน เปรียบไปก็เหมือนลูกนกไม่รู้ความจริงตัวนั้น ที่เข้าไปยึดถือต้นไม้เป็นของตัว  ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว นกเพียงแค่อาศัยอยู่บนต้นไม้ เหมือนที่เราอาศัยขันธ์นั่นเอง
                                                               

                                          อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
                              
                       ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์