สาระธรรม

อยู่กับความเป็นจริง
         

 
 
     คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่กับความเป็นจริง แต่ชอบอยู่กับความปรารถนาหรือความต้องการของตนเอง พฤติกรรมดังกล่าวจึงนำความทุกข์มาให้โดยไม่รู้ตัว

การอยู่กับความปรารถนาหรือความต้องการคืออะไร
           
แต่ละวันเรามักจะคิดอยากให้สิ่งนี้เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้น อยากให้สิ่งนั้นเป็นอย่างนี้ มากมายต่างๆ นานา จนเป็นความเคยชินหรือเป็นพฤติกรรมของจิต เช่น เมื่อขับรถหรือนั่งรถไปบนท้องถนนก็ไม่อยากให้รถติด ไม่อยากเจอสัญญาณไฟแดง ไม่อยากให้รถคันอื่นมาตัดหน้า อยากให้ถึงที่หมายเร็วๆ เหล่านี้ล้วนแต่อยู่กับความต้องการของตนเองทั้งสิ้น

หากอยู่กับความเป็นจริงจะอยู่อย่างไร
           
อยู่อย่างรู้เห็นตามความเป็นจริง นั่นคือเมื่อเจอรถติดก็รู้และยอมรับว่ารถติด ต่อให้คิดอย่างไรรถก็ยังติด ตามเหตุของมัน เมื่อรถติดไปไม่ทันเวลา ก็ยอมรับความเป็นจริงว่าไปไม่ทันเวลา จะคิดขุ่นเคืองโทษสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ไปไม่ทันเวลาอย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นได้

การอยู่กับความเป็นจริงและยอมรับความเป็นจริง จึงไม่ทำให้เครียดไม่ต้องทุกข์
           
การอยู่ร่วมกันในครอบครัวหรือที่ทำงาน ซึ่งมักจะมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่เสมอ ทำให้คู่กรณีรู้สึกขัดใจ บางครั้งก็ขยายเป็นความขัดแย้งหรือโต้แย้งปะทะคารมกัน กลายเป็นความเครียด ความทุกข์
            สาเหตุสำคัญของความขัดแย้งคือ แต่ละคนอยากให้คนอื่นคิดเหมือนตน อยากให้ได้ดังใจตน ซึ่งจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อต่างคนต่างใจ ต่างความต้องการ แม้ตนก็ยังบังคับใจตนเองไม่ได้ แล้วจะบังคับผู้อื่นให้ได้ดังใจได้อย่างไร  ความต้องการของคนทั่วไปคือ อยากให้สิ่งต่างๆ ที่ตนปรารถนาได้ดังใจและอยากให้สิ่งที่ตนพึงพอใจ สิ่งที่ได้ มี เป็น อยู่ในสถานะเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ตนไม่ปรารถนา  ซึ่งเป็นความต้องการที่ฝืนธรรมชาติ  ความเป็นจริงตามกฎธรรมชาติ คือ สิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เพราะมีความขัดแย้งกดดัน ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามที่ตนปรารถนาได้ เพราะไม่ใช่เป็นตัวตนและเป็นของใครจริง  ความเห็นว่าเป็นตัวตน เป็นของของคนนั้น เป็นตามที่ชาวโลกบัญญัติกันขึ้นมา ซึ่งเราต้องยอมรับ เมื่อกฎธรรมชาติเป็นเช่นนี้  ทุกคนจึงมีชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอน และไม่สามารถบังคับสิ่งต่างๆ ให้ได้ดังใจ  
            ความเห็นเช่นนี้มีส่วนถูกและผิด ทั้งนี้เพราะชีวิตมิได้อยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง หากแต่มีความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ มากมายทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต และทุกสรรพสิ่งต่างก็มีความเกิดดับไม่คงที่เป็นพลวัต หากการกระทำและความต้องการใดๆ ของคน สัตว์ไปสอดคล้องกับเหตุปัจจัยภายนอกที่มีส่วนสัมพันธ์ด้วย  การกระทำนั้นก็เป็นไปตามที่ผู้กระทำสมหวังหรือเกินความคาดหวัง  แต่หากการกระทำหรือความต้องการนั้นขัดแย้งหรือไม่เป็นไปตามแนวทางของเหตุปัจจัยภายนอกการกระทำนั้นก็มีอุปสรรค ยากที่จะสมหวัง เช่น การกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อตนและผู้อื่น ก็จะมีผู้สนับสนุน ช่วยให้การกระทำนั้นได้รับความสำเร็จด้วยดี หรือได้ผลเกินกว่าที่คาดหวัง แต่ถ้าเป็นโทษเป็นภัยต่อผู้อื่น ก็จะมีผู้ต่อต้าน ทำให้มีอุปสรรค ยากที่จะได้รับความสำเร็จ
            อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะสมหวัง  หรือผิดหวัง แต่สิ่งดังกล่าวก็เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยไม่คงที่ ด้วยเหตุนี้สุข-ทุกข์จึงเป็นของชั่วคราว ยามมีสุขก็อย่าประมาท  ครั้นมีทุกข์ก็อย่าท้อถอย เพราะสิ่งที่ได้มี เป็น ล้วนเป็นของชั่วคราว
            กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สรรพสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่  และแปรปรวนในท่ามกลาง และดับไปในที่สุด เมื่อเข้าใจความเป็นจริงในเช่นนี้ จงอยู่กับความเป็นจริงและพยายามสร้างเหตุปัจจัยภายในตัวเราในทางที่ดี ให้กำลังความดีของเรามีความเข้มแข็ง  พร้อมที่จะเผชิญกับตัวแปรต่างๆ ที่เป็นพลังภายนอก ซึ่งเราไม่สามารถบังคับได้โดยไม่หวั่นไหว ขณะเดียวกันก็ยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  แต่ไม่ยอมจำนนที่จะแก้ไขและพัฒนาตนให้ดียิ่งขึ้น มีแต่พลังของความดีเท่านั้น ที่จะเกื้อกูลหนุนส่งให้ผู้กระทำมีความสุข ความสำเร็จที่ยั่งยืน
                                              

                                        ขอเจริญพร
                            พระชาญชัย อธิปญฺโญ  (ร่มอารามธรรมสถาน)

                    ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย  ในพระบรมราชูปถัมภ์